Poj
Ploy
ความพยายามและสติปัญญาของมวลมนุษย์ทำให้เราเจริญก้าวหน้าและมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายดังเช่นยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้นคงต้องฝากความหวังไว้กับเยาวชนของเรา

ทารกแรกเกิด - 1 ขวบ   >

ตัวเหลืองในทารกแรกเกิด




ในภาวะปกติ ทารกส่วนใหญ่จะมีอาการตัวเหลืองเล็กน้อย เมื่ออายุ 3-4 วัน และจะหายตัวเหลืองภายในอายุ 5-7 วัน แต่สำหรับทารกที่เกิดก่อนกำหนดจะตัวเหลืองอยู่นานกว่านั้น ทารกเหล่านี้ไม่มีอาการผิดปกติอื่นใดและไม่ต้องการให้การรักษา เพราะร่างกายสร้างสารสีเหลือง เรียกว่า บิลิรูบิน มากกว่าปกติ หรือตับซึ่งมีหน้าที่ทำลายและขับสารบิลิรูบิน ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้สารนี้คั่งค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าไม่สูงมากจะไม่เป็นอันตรายใดๆ

ทารกส่วนน้อยที่มีภาวะผิดปกติ กล่าวคือ สีเหลืองบนผิวหนังมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นได้ชัดเจน ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น ถ้าระดับบิลิรูบินสูงมากๆ สารนี้จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อสมองบางส่วน ทำให้เด็กเกิดความพิการทางสมองอย่างถาวร โดยเฉพาะทางด้านการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาจเกิดหูหนวก ปัญญาอ่อน และถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้ ฉะนั้นจึงต้องรีบหาสาเหตุและทำการรักษาให้ทันท่วงที ซึ่งตัวเหลืองในภาวะผิดปกตินี้ ได้แก่

  • ภาวะเลือดแม่กับลูกไม่เข้ากัน
  • ภาวะเลือดข้น
  • มีการบอบช้ำ เช่น ผิวหนังที่ศีรษะ แขน ขา
  • เกิดการติดเชื้อ
  • เกิดจากการขาดเอนไซม์ จี-6-พีดี

การรักษา

การรักษามี 2 วิธี คือ

  1. การส่องไฟ
    คือ การการกำจัดสารสีเหลืองบนผิวหนัง โดยวางทารกไว้ใต้เครื่องส่องไฟ การนำเด็กไปตากแดดไม่สามารถทำให้หายตัวเหลืองได้ เพราะมีความเข้มข้นของแสงไม่เพียงพอ การให้เด็กดูดน้ำมากๆ ก็ไม่สามารถทำให้หายตัวเหลืองได้ และจะทำให้เด็กอิ่มแล้วไม่ยอมกินนม จะทำให้ขาดสารอาหารได้

    ภาวะแทรกซ้อนของการส่องไฟ คือ อุณหภูมิสูง ขาดน้ำ มีการบาดเจ็บของจอประสาทตามีผื่นขึ้นและอาจมีท้องเสียได้ ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดย ตรวจเช็คอุณหภูมิและเช็ดตัว กรณีมีไข้ กระตุ้นให้ทารกดูดนมทุก 2-3 ชั่วโมง สวมผ้าปิดตาทุกครั้งที่ทำการส่องไฟ สำหรับผื่นและท้องเสียนั้น เป็นภาวะที่เกิดชั่วคราว และไม่มีอันตรายจะหายได้เมื่อหยุดส่องไฟ

  2. การเปลี่ยนถ่ายเลือด
    คือ การเปลี่ยนเลือดใหม่ที่ไม่มีสารบิลิรูบิน เข้าไปทดแทนเลือดทารก จะทำในกรณีที่ทารกมีอาการตัวเหลืองรุนแรง ให้การรักษาด้วยการส่องไฟแล้วตัวเหลืองไม่ลดลง

    ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ คือ การติดเชื้อสมดุลเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ และตัวเย็นได้

การสังเกตอาการตัวเหลือง

ทารกบางรายที่กลับบ้านเร็วภายในอายุ 2-3 วัน อาจมีภาวะตัวเหลืองมากขึ้นเรื่อยๆ หรือ ทารกบางรายที่รักษาด้วยการส่องไฟแล้ว อาจกลับมีตัวเหลืองมากขึ้นได้อีกเมื่อกลับบ้าน ในสภาวะเช่นนี้ ผู้ปกครองต้องสังเกตให้ได้ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ตัวเหลืองมากจนถึงระดับที่เป็นอันตราย และสามารถนำทารกมารับการรักษาได้ทันท่วงที
  1. บริเวณตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  2. ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้น เป็นสีเหลืองเข้มจนถึงชาแก่
  3. ผิวหนังเป็นสีเหลือง
ทารกบางรายอาจมีอาการไม่สบายร่วมกับอาการตัวเหลืองได้ เช่น ซึม ดูดนมไม่ดี ร้องเสียงแหลม เป็นต้น


วิธีการตรวจง่ายๆ

  1. ตรวจบริเวณผิวหนัง โดยใช้นิ้วกดลงเบาๆ บนผิวหนังบริเวณใดก็ได้ของร่างกายเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อยกนิ้วขึ้นในทารกปกติบริเวณที่ถู และเปลี่ยนเป็นสีชมพูดังเดิมอย่างรวดเร็ว แต่ในทารกที่มีอาการตัวเหลือง เมื่อยกนิ้วขึ้นจะเห็นเป็นสีเหลือง

  2. ตรวจบริเวณหน้าแข้งหรือฝ่าเท้า เพราะอาการตัวเหลืองจะเริ่มที่หน้าก่อน มื่อเหลืองมากขึ้นจะเหลืองไล่จากส่วนบนของร่างกายไปยังส่วนล่าง ฉะนั้น ถ้าตรวจบริเวณฝ่าเท้าแล้วเห็นเหลือง แสดงว่าตัวเหลืองมากแล้ว

ในกรณีที่สงสัยว่า ทารกอาจมีอาการตัวเหลือง ไม่ว่าจะมีอายุกี่วันก็ตาม มารดาควรนำทารกเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อเจาะเลือดดูว่ามีระดับบิลิรูบินสูงเท่าใด และจำเป็นต้องรักษาหรือไม่ ถ้าระดับบิลิรูบินยังไม่สูงนักอาจต้องติดตามต่อไป แต่ถ้าระดับสูงมากก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน



ข้อมูล: เอกสารเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพ เรื่อง "ตัวเหลืองในทารกแรกเกิด" โดย หอผู้ป่วยพิเศษกุมารเวชกรรม ร่วมกับ งานสุขศึกษา ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โทร. 02 503 2383




back

บทความน่าสนใจ

เรียนรู้พัฒนาการของลูกรักวัย 6 เดือน - 4 ขวบ
ทารกร้องโคลิค
คุณหนูปลอดภัยในยานยนต์
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวหลังการฉีดวัคซีนของทารกน้อย





มุมการกุศล : Charity area


Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Copyright Thaiparents.com 2000
All rights reserved