Poj
Ploy
ความพยายามและสติปัญญาของมวลมนุษย์ทำให้เราเจริญก้าวหน้าและมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายดังเช่นยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้นคงต้องฝากความหวังไว้กับเยาวชนของเรา

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่  >

คุณแม่มือใหม่ หัวใจรัก "นมแม่"
Thaiparents.com , 5 กันยายน 2552





อย่าลังเล! มาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่กันเถอะค่ะ

ปัจจุบันสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำว่าคุณแม่ควรให้นมแม่แก่ทารกแรกเกิดจนถึงวัยขวบปี และควรเริ่มให้นมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงทันทีหลังจากการคลอดบุตร โดยให้นมแก่บุตรตามความต้องการของทารก นั่นคือให้นมแม่ทุกครั้งที่ทารกหิว นอกจากนั้น ยังแนะนำอีกว่า มารดาควรปั๊มนมและเก็บนมแม่ให้ลูกทานในภายหลังหากมารดาไม่สามารถให้นมทารกได้ในขณะนั้น เพราะต้องกลับไปทำงาน หรือติดธุระประการใดก็ตาม

จากการสำรวจคุณแม่มือใหม่หลังคลอด พบว่ามีเพียง 60% เท่านั้นที่ให้นมแม่ และมีเพียง 20% เท่านั้น ที่มารดายังคงให้นมแม่จนกระทั่ง ทารกอายุครบ 6 เดือน

สมาคมกุมารแพทย์ฯ แนะนำว่า ไม่ควรให้อาหารเสริมแก่ทารกจนกว่าทารกจะมีอายุครบ 6 เดือนเพื่อให้ทารกได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว (หากเป็นไปได้) ทั้งนี้ช่วงเวลาดังกล่าวจัดเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับทารกในการได้รับนมแม่

แม้ว่าทุกวันนี้ บริษัทผลิตนมผงพยายามคิดค้นและผลิตนมผงเลียนแบบนมแม่ได้ดีเพียงใด แต่ยังคงมีสารอาหารหลายชนิดในนมแม่ที่ยัง ไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้

อยากบอกเล่าเก้าสิบถึงหลายสิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับนมแม่ที่คุณแม่มือใหม่อาจยังไม่ทราบ เพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจให้นมแม่เป็นสิ่งที่คุณตัดสินใจถูกต้อง ที่สุดเท่าที่คุณเคยตัดสินใจมา....


สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับนมแม่ที่คุณแม่ควรทราบ:

  • ทารกคลอดก่อนกำหนดหากได้รับนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดเป็นเวลาอย่างน้อย 4-5 สัปดาห์หลังคลอด มีผลการทดสอบไอคิวเฉลี่ยแล้ว 8.3 คะแนนสูงกว่าทารกคลอดก่อนกำหนดที่ไม่ได้รับนมแม่หลังคลอด (จากข้อมูลหนังสือ The Baby Book โดย น.พ. วิลเลียมและมาร์ธา เซียร์ส)

  • นมแม่มีสารอาหารอย่างน้อย 400 ชนิดที่ไม่อาจพบได้ในนมผง

  • สารอาหารในนมแม่ผลิตมาเป็นพิเศษสำหรับทารกตัวน้อย ทำให้ถูกดูดซึมได้ง่ายในระบบร่างกาย ยกตัวอย่าง ปริมาณ 50-75% ของแร่ธาตุเหล็กในนมแม่ถูกดูดซึมมาสู่ระบบในร่างกาย ขณะที่ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุเหล็กจากนมผงมาใช้ได้แค่ 4% เท่านั้น ดังนั้น การที่ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากนมผงได้น้อยกว่านมแม่ สารอาหารจากนมผงจึงสูญเปล่า หากไม่ได้รับการดูดซึมเข้ามาใช้ในร่างกาย นี่เป็นข้ออธิบายได้ว่า ทำไมอุจจจาระของทารกกินนมผงจึงมีกลิ่น แต่อุจจาระของทารกกินนมแม่จึงไม่ค่อยมีกลิ่น

  • สารประกอบในนมแม่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาของวัน และสามารถเปลี่ยนแปลงตามวัยที่ทารกเจริญเติบโตขึ้น ช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารจำเป็นที่ทารกต้องการและเหมาะสมกับวัยของทารก

  • นมแม่แต่ละหยดบรรจุเซลล์เม็ดเลือดขาวและอิมมูโนโกลบิน ซึ่งช่วยให้ภูมิต้านทานต่อโรคของทารกแข็งแกร่งขึ้น

  • โคลอสตรัมหรือยอดน้ำนม (Colostrum) นั้นเต็มไปด้วยสารแอนตี้บอดี้ (IgA) และมีเฉพาะในนมแม่เท่านั้น โคลอสตรัมจัดเป็นสุดยอดสารอาหาร ของนมแม่ ที่ทารกได้รับจากการดูดนมเท่านั้น สารอาหารนี้ไม่ได้ผ่านทางรกไปสู่ทารก ทารกจะได้รับก็ต่อเมื่อทารกดูดน้ำนมจากแม่เท่านั้น อย่าพลาดโอกาสที่จะให้ทารกได้รับสุดยอดสารอาหารนี้นะคะ

    โคลอสตรัมช่วยป้องกันเชื้อโรคให้ทารกซึ่งจะผ่านเข้าสู่ร่างกายทารกทางลำคอ ปอด และระบบย่อยอาหาร เชื้อโรคเหล่านี้จะเป็นปัญหากับทารก เมื่อคลอดจากครรภ์มารดาแล้ว ทำให้ร่างกายของมารดาต้องเตรียมสารอาหารที่สำคัญเหล่านี้ในเวลาที่จำเป็นสำหรับทารกโดยผ่านทางโคลอสตรัม ให้ทารกดูดกินจากอกแม่ นับเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์อย่างยิ่งจริงไหมคะ สารแอนตี้บอดี้นี้จะมีมากที่สุดในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรกหลังคลอด นับเป็นช่วงเวลา่สำคัญของการให้นมลูกในช่วงที่ลูกจำเป็นที่สุด (จากข้อมูลหนังสือ The Womanly Art of Breastfeeding by La Leche League)

  • คุณแม่ทราบไหมว่า มารดาสามารถสร้างโปรตีนต้านทานเชื้อโรคในร่างกาย (Antibodies) ตามความต้องการของทารกเพื่อช่วยให้ร่างกายทารก สามารถต้านทานเชื้อโรคได้ ถ้าทารกติดเชื้อในขณะที่นมแม่ยังไม่มีสาร antibody ที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคตัวนั้น เชื้อโรคชนิดนั้นจะถูกส่งผ่าน เข้ามายังร่างกายของแม่จากการที่ทารกดูดนมแม่ จากนั้น นมแม่จะผลิตสาร antibody ที่สามารถต้านทานเชื้อโรคชนิดนั้นได้ และส่งผ่านกลับมา ให้ทารกโดยการที่ทารกดูดนมแม่ซึ่งมีสาร antibody นั้นอยู่ นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์จริงๆ สำหรับระบบนมแม่ที่มีประสิทธิภาพและทรงพลัง เช่นนี้ แล้วคุณจะพลาดการให้นมแม่แก่บุตรได้อย่างไร จริงมั้ยคะ (ข้อมูลจาก The Womanly Art of Breastfeeding by La Leche League)

  • นอกจากนั้น คุณควรทราบอีกว่า ไขมันในร่างกายของทารกที่กินนมแม่นั้น แตกต่างจากไขมันในร่างกายของทารกที่กินนมผง ไขมันในร่างกายของทารกที่กินนมแม่นั้นได้รับการออกแบบโดยเฉพาะสำหรับทารกแรกเกิด ไขมันในนมแม่นั้นเต็มไปด้วยโคลอสตรัมระดับสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาสมองของทารกตัวน้อยแล้วยังพัฒนาระบบประสาทอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันคุณแม่จากการมีคอเลสเตอรอล ในระดับสูงอีก

  • ทารกกินนมแม่นั้น ลดโอกาสการเป็นโรคหูติดเชื้อ โรคภูมิแพ้ โรคอุจจาระร่วง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และลดความเสี่ยงจากการเป็นโรค เสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างการนอนหลับ (SIDS) นอกจากนั้น นมแม่ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในเด็กอีกด้วย

  • มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุตรงกันว่า ทารกกินแม่มีพัฒนาการทางการพูด และช่วยลดปัญหาในโรคฟันผุ

  • นมแม่บรรจุโปรตีนที่ช่วยให้ทารกหลับง่าย ทำให้ทารกรู้สึกผ่อนคลาย ในทางกลับกัน การที่ทารกอยู่ในอ้อมแขนของแม่ขณะนอนดูดนมแม่อยู่นั้น ช่วยให้ฮอร์โมนในตัวของคุณแม่หลั่งออกมาเช่นกัน ทำให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายไปด้วย

  • นมแม่ประกอบด้วยน้ำจำนวนมาก ดังนั้น ทารกที่กินนมแม่โดยทั่วไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องกินน้ำหรือน้ำผลไม้ใดๆ อีก

  • ในรายผู้หญิงที่ให้นมแม่ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งรังไข่, โรคกระดูกพรุน และ มะเร็งเต้านมระยะแรก


หากคุณแม่ยังไม่แน่ใจว่าจะให้นมแม่ดีหรือไม่ หรืออาจกำลังพิจารณายุติการให้นมแม่ เนื่องจากรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่มีเวลา ควรศึกษาเกี่ยวกับนมแม่ หรือหาหนังสือการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาอ่านเพิ่มเติมเพื่อยืนหยัดความตั้งใจในการเลี้ยงบุตรด้วยนมแม่ เช่น หนังสือ "เลี้ยงลูกด้วยนมแม่" โดยสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย, บทความ "Why Breast is Best" ในหนังสือ The Womanly Art of Breastfeeding และ "Breastfeeding: Why and How" ในหนังสือ The Baby Book by William and Martha Sears หรือศึกษาข้อมูลจากเวบไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้เลือกอ่าน


หนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
(แนะนำโดย ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)

  1. การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คู่มือเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีและมีความสุข แปลโดย เบญจวรรณ อุบัติศฤงค์ บริษัท สยามศิลป์ พริ้นท์ แอนด์ แพค จำกัด พศ.2545
  2. นมแม่ รศ.พญ. มาณี ปิยะอนันต์ ศิริยอดการพิมพ์(ประเทศไทย) 2548
  3. นมแม่...ทุนสมองลูกรัก หนังสือในถุงของขวัญ
  4. แม่จ๋า.. หนูอยากกินนมแม่ สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
  5. ถาม-ตอบเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตอน
    • ก่อนคลอด
    • เมื่ออยู่ในโรงพยาบาล
    • เมื่อกลับบ้าน
    โดย ศิราภรณ์ สวัสดิวร และ อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ
  6. ยอดอาหารแด่ลูกรัก คู่มือสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โครงการสอนสุขศึกษาในหอผู้ป่วย ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช พ.ศ. 2542
  7. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ วิถีแห่งธรรมชาติ พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล บริษัท แปลน พริ้นท์ติ้ง จำกัด 2540
  8. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความรู้...สู่ปฏิบัติ ส่าหรี รัตตินันท์ วีระพงษ์
  9. เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สมาคมกุมารแห่งประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 บริษัท แปลนพับลิชชิ่ง


เวบไซต์เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ภาษาไทย
ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
http://breastfeeding.thaihealthykids.com/

ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
http://www.thaibreastfeeding.org/

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
http://www.childrenhospital.go.th/main/index.php

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
http://www.breastfeedingthai.com/

ภาษาอังกฤษ
Breastfeeding
http://www.breastfeeding.com/

Breastfeeding Online
http://www.breastfeedingonline.com/

La Leche League
http://www.lalecheleague.org/

Dr. Jack Newman
http://www.drjacknewman.com/

Dr. Sears
http://www.askdrsears.com/html/2/T020100.asp

American Academy of Pediatrics
http://www.aap.org/healthtopics/breastfeeding.cfm



เห็นมั้ยคะ ดังนั้น อย่าลังเลอยู่เลยค่ะ มุ่งหน้า ยืนหยัด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เถอะค่ะ คุณตัดสินใจถูกต้องที่สุดในโลกแล้วค่ะ!!!



ข้อมูล: www.aap.org, www.askdrsears.com, www.llli.org
ภาพ: ขอบคุณภาพประกอบจาก www.irishhealth.com


back


INSIDE THAIPARENTS.COM

ทารกแรกเกิด - 1 ขวบ>>
(นายแบบ: น้อง Brady)

เด็กวัย 1 - 5 ขวบ>>

Copyright Thaiparents.com




มุมการกุศล : Charity area




Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Copyright Thaiparents.com 2000
All rights reserved