มะเร็งเต้านม
เป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิงไทย และเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในผู้หญิง ปัจจุบันนี้ อัตราการเกิดมะเร็งเต้านม พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จะพบว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการกลายพันธุ์ของยีน
เช่น การเกิดการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 สามารถทำให้เกิดมะเร็งเต้านม และถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ปัจจัยภายนอกบางอย่าง เช่น
ผู้ที่ได้รับยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานก็จัดอยู่ในกลุ่มเพิ่มความเสี่ยงที่อาจเกิดมะเร็งเต้านมมากกว่าประชากรทั่วไป
อย่างไรก็ดี การตรวจและรักษามะเร็งเต้านมก็มีการพัฒนามากขึ้นตามไปด้วย ทำให้สามารถรักษาได้ดีใกล้เคียงหายขาดและมักไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดเหมือนสมัยก่อนอีกด้วย
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคือ ต้องสามารถตรวจพบก้อนมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้นยิ่งพบช้าเท่าใดการรักษาก็จะนานขึ้น และโอกาสหายจากโรคมะเร็งก็จะลดลงด้วย
ในปัจจุบัน ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำปีละ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป ในกรณีผู้ที่มีตวามเสี่ยงสูง
เช่น มีญาติใกล้ชิด คือ มารดา, พี่สาวหรือน้องสาวเป็นมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแพทย์ และอาจรับการตรวจก่อนอายุ 40 ปีได้ นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนหลังหมดประจำเดือนควรรับการตรวจให้สม่ำเสมอด้วย
การตรวจเพื่อค้นหามะเร็งเต้านมมีหลายวิธี ได้แก่
- การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
เป็นการตรวจที่ง่ายที่สุด ไม่มีค่าใช้จ่ายและสามารถทำได้ตลอดเวลา
- การตรวจเต้านมด้วยแพทย์ ในการตรวจร่างกายเป็นประจำปี
แพทย์ที่ตรวจจะคลำเต้านมทั้งสองข้างเพื่อตรวจหาก้อนเนื้อด้วยรวมทั้งในผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจด้วยตัวเองก็ต้องมาให้แพทย์ตรวจร่างกายอีกครั้ง ถ้าแพทย์ตรวจแล้วมีความสงสัยก็จะส่งตรวจพิเศษเพิ่มเติมต่อไป
- การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammography)
เป็นการตรวจเต้านมโดยใช้เครื่องเอกซ์เรย์พิเศษเฉพาะ ถือเป็นการตรวจมาตรฐานในการตรวจหามะเร็งเต้านม เนื่องจากเป็นการตรวจหาความผิดปกติระยะเริ่มแรกได้ดี
ความผิดปกติที่อาจพบจากการตรวจนี้ เช่น ก้อนเนื้อ, ก้อนมะเร็ง, หินปูนขนาดใหญ่และขนาดเล็ก, เนื้อเต้านมที่ถูกดึงรั้ง (distortion), ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ รวมทั้งหัวนมและผิวหนังที่หนาตัว
หรือถูกดึงรั้งผิดปกติ ถ้าพบความผิดปกติจากการตรวจแมมโมแกรม รังสีแพทย์ผู้แปลผลอาจทำการถ่ายภาพแมโมแกรม เพิ่มเติมจากมาตรฐาน 4 เท่า และจะทำการตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์เพิ่มเติมด้วย
เพื่อวินิจฉัยแยกโรคต่อไป เนื่องจากเต้านมเป็นอวัยวะที่มีความหนาและต้องตรวจหาเนื้องอกที่ซ่อนอยู่ภายในต่อมน้ำนม จึงต้องใช้แผ่นกดให้เนื้อเต้านมบางลง และใช้เทคนิคเฉพาะทางรังสีเพื่อให้ได้เห็นความผิดปกติได้ชัดเจน
ปัจจุบันมีเครื่องตรวจแมมโมแกรมที่อาศัยเทคโนโลยีล่าสุด ใช้วิธีการตรวจแบบดิจิตอล (Digital Mammography) ซึ่งมีข้อดีคือ สามารถปรับภาพให้ชัดเจนตามวคามต้องการทำห้สามารถตรวจหาความผิดปกติ
ละเอียดชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ การตรวจด้วยเครื่องดิจิตอล สามรถปรับขยายภาพเฉพาะส่วนทำให้ลดการถ่ายเอกซ์เรย์เพิ่มเติมและลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ
- การตรวจเต้านมด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์
เป็นการตรวจโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงและใช้หัวตรวจเฉพาะสำหรับเต้านมที่มีความละเอียดสูง การตรวจนี้ใช้ได้ดีในการดูลักษณะของก้อนที่ตรวจพบจากการคลำหรือแมมโมแกรมว่า
เป็นก้อนเนื้อเต้านมชนิดต่อมน้ำนมแน่นถึงแน่นมาก ซึ่งถ้าตรวจด้วยแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว อาจไม่พบก้อนเนื้อ ซึ่งถูกบดบังด้วยต่อมน้ำนมที่หนาแน่นนั้นได้
ในผู้หญิงไทย มักพบต่อมน้ำนมชนิดแน่น ซึ่งทำให้การตรวจอัลตร้าซาวน์รวมอยู่ในการตรวจมาตรฐานของเต้านมโดยจะทำการตรวจภายหลังการตรวจแมมโมแกรมทุกครั้ง
เพื่อหาก้อนหรือความผิดปกติขนาดเล็กที่อาจไม่พบจากการตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม
ผู้หญิงในแต่ละวัยควรดูแลเต้านมดังนี้
อายุ 20 - 30 ปี ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง และตรวจด้วยแพทย์ 1 - 3 ครั้ง ในช่วงอายุนี้
อายุ 30 - 40 ปี ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง อาจทำแมมโมแกรม 1 - 2 ครั้ง ในช่วงอายุนี้
อายุ 40 - 70 ปี ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง ตรวจเต้านมด้วยแพทย์ปีละครั้ง ตรวจแมมโมแกรมปีบะ 1 ครั้ง
อายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง ตรวจเต้านมด้วยแพทย์ปีละครั้ง ตรวจแมมโมแกรมทุก 2 ปี
การเตรียมตัวก่อนรับการตรวจแมมโมแกรม
- ก่อนทำการตรวจทุกครั้ง ควรทำการตรวจเต้านมด้วยตนเองก่อน เพื่อหาบริเวณที่อาจมีความผิดปกติ ถ้าพบควรแจ้งบริเวณและอาการที่สงสัยให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
นอกจากนี้ ถ้ามีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัว, ประวัติผ่าตัดเต้านม หรือได้รับฮอร์โมนทดแทน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย
- เวลาที่เหมาะสมในการตรวจ คือ ช่วงประมาณสัปดาห์หลังประจำเดือนสุดท้าย เนื่องจากในผู้หญิงบางคนจะมีอาการคัดตึงเต้านมก่อนประจำเดือนมาประมาณ 1 สัปดาห์
ถ้าทำการตรวจในช่วงนั้นอาจเจ็บกว่าปกติได้ นอกจากนี้ แมมโมแกรมเป้นการตรวจที่มีรังสี ดังนั้น ถ้ามีการตั้งครรภ์ก็ไม่สามารถทำการตรวจได้
- ในวันตรวจควรงดการทาแป้ง, ครีมทาตัว, หรือยาระงับกลิ่นกายบริเวณหน้าอกและรักแร้ เนื่องจากผงแป้งจะปรากฎเป็นรอยในภาพแมมโมแกรม
ถ้ามีผลการตรวจและฟิลม์แมมโมแกรมครั้งเก่าที่เคยถ่ายทำ ควรนำมาพบแพทย์ในวันตรวจด้วย เพื่อรังสีแพทย์ผู้แปลผลจะได้เปรียบเทียบ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้รวดเร็ว เป็นประโยชน์กับผู้รับการตรวจ
- ในระหว่างการตรวจ นักรังสีวิทยาจะเป็นผู้ทำการตรวจแมมโมแกรม โดยจะใช้เครื่องตรวจเต้านมและถ่ายภาพมาตรฐานข้างละ 2 ภาพ ระหว่างการตรวจจะมีการจัดเต้านมให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
และจะมีการกดเพื่อให้เนื้อเต้านมกระจายออกและเห็นความผิดปกติได้ชัดเจน ท่านสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจได้ว่ามีอาการเจ็บบริเวณใด เพื่อจะได้มีการปรับระยะการกดให้เหมาะสม
และไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บเพิ่มขึ้น เมื่อได้ภาพแมมโมแกรมที่มีคุณภาพดีแล้ว ผู้รับการตรวจจะได้รับการตรวจเพิ่มเติมให้ละเอียดขึ้นด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์โดยรังสีแพทย์
ข้อมูล: "การตรวจเต้านมด้วยเครื่อง Digital Mammography" โรงพยาบาลวิชัยยุทธ 71/3 ถนนเศรษฐศิริ พญาไท กรุงเทพ 10400 โทร. 02 265 7777, 02 618 6200
www.vichaiyut.co.th
back
| |
|