ชีวิตและสุขภาพ > บทความอื่นที่น่าอ่าน
พลิกปูมโรงพยาบาลสงขลา 77 ปี สามยุค
|
 |
โดย น.พ.เล็ก มโนมัยอุดม
ในโอกาสที่โรงพยาบาลสงขลาจะมีอายุครบ 77 ปี คณะผู้จัดทำหนังสือ (*หนังสือ "จุลสารสัมพันธ์ โรงพยาบาลสงขลา
ปีที่ 2 ฉบับที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2545 - Webmaster) ได้มาขอให้ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลในฐานะที่เคย
เป็นแพทย์เก่าแก่ ทั้งเป็นผู้อำนวยการที่อยู่มานานที่สุด คือ เกือบ 20 ปี ผมเริ่มมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา
เมื่อมิถุนายน 2499
ขณะนั้น โรงพยาบาลสงขลา เป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ 50 เตียง เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น หลังคาเป็นกระเบื้องดินเผายาว
ตลอด ด้านหน้ายาวประมาณ 300 เมตร ด้านหลังซึ่งลึกเข้าไปประมาณ 200 เมตร เป็นหอผู้ป่วย 2 ด้าน ตรงกลาง
เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น OPD (ผู้ป่วยนอก) ห้องยา ห้องทำงานแพทย์ผู้ปกครอง (ผู้อำนวยการ) ติดกับ OPD ตรงกลาง
มีตึกชั้นเดียว 1 ห้องเป็นห้องผ่าตัดมีหน้าต่างรอบ คนอยู่นอกตึกเขย่งดูการผ่าตัดจากภายนอกได้ มีเรือนไม้เก่าๆ
สำหรับคนไข้ชาย 2 หลัง มีบ้านพักแพทย์ 3 หลัง สำหรับผู้อำนวยการ 1 หลังและแพทย์ผู้ช่วย 1 หลัง บ้านพักเภสัชกร
1 หลัง มีโรงครัว โรงซักฟอก โรงเก็บศพ ฯลฯ ในเนื้อที่ประมาณ 7 ไร่เศษ ต่อมา โรงพยาบาลได้ขอซื้อเพิ่มเติมอีก
ได้ประมาณ 2 ไร่
เมื่อมาอยู่ตอนแรกผิดหวังบ้าง เพราะโรงพยาบาลเก่ามาก โดยเฉพาะเทคนิคต่างๆ ล้าหลังสุดๆ เช่น จะฉีดยาคนไข้
เอากระบอกฉีดยา เข็ม มาใส่ในชามรูปไต เทน้ำร้อนในกระติกลงไปแกว่งๆ สักครู่เอามาดูดยา แล้วก็ฉีดเข้าไปใน
ผู้ป่วย น้ำในกระติกบางครั้งก็ไม่ร้อนจัด เพียงอุ่นๆ จนเอามือหยิบกระบอกและเข็มออกมาจากชามรูปไตได้ เวลา
ทำคลอด เครื่องมือต่างๆ ก็ต้มในหม้อเขียว (หม้อแกงใหญ่) บนเตาอั้งโล่ใช้ถ่าน เครื่องมือที่ยาวใส่ในหม้อไม่ได้
ด้ามก็ยื่นออกจากหม้อ เช่น ด้ามคีมที่ใช้หัวดึงเด็ก ส่วนการให้น้ำเข้าเส้นเลือด มีแต่น้ำเกลืออย่างเดียว และเป็น
น้ำเกลือที่ทำเองที่ห้องยา ฉีดเข้าไปแล้วจะมีสั่นเป็นประจำ แผลผ่าตัดทุกอย่าง ต้องเปิดทำแผลทุกวันด้วย
ทิงเจอร์ไอโอดีน คนไข้หลังผ่าตัดต้องนอนนิ่ง ไม่ให้ลุกนั่งเดิน 5-6 วัน ห้องผ่าตัด เป็นตึกชั้นเดียวต่ำๆ คนภายนอก
มองเข้าไปเห็นหมอกำลังทำผ่าตัด ซึ่งชอบอนุญาตให้ญาติเข้าไปดูในห้องได้เป็นการ show off เพียงมีผ้าปิดจมูก
ให้ก็เข้าไปดูได้
การดมยาสลบ ใช้เป็นแบบ Open Drop Mask Method ใช้ยา Cholroform หยดนำ ตามด้วยหยด Ether, Muscle relaxant
(ยาหย่อนกล้ามเนื้อ) ก็ไม่มี พยาบาลหรือแพทย์ดมยาขณะนั้นไม่มีเฉพาะ บางครั้งแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมาดมยานำ
พอสลบดี ก็ให้พยาบาลหรือผู้ช่วยหยดยาต่อ ขณะผ่าตัดอยู่คนไข้เกิดจะฟื้นต้องหยุดผ่าตัด คนไข้ดิ้นก็ต้องมีคนมา
ช่วยกันจับ ขณะเปิดหน้าท้อง ลำไส้ก็จะทะลักออกเพราะคนไข้เบ่ง
ผมติดต่อไปกรมแพทย์ ขอเครื่องดมยาสลบ Gas machine อธิบดีท่านว่า ต้องมีคนใช้เครื่องเป็น ผมขออาสาว่า ผม
ใช้ได้เพราะเมื่อไปฝึกงานที่สหรัฐฯเคยไปขอฝึกกับเขา ท่านเลยให้มา 1 เครื่อง ได้สอนให้ผู้ช่วยบางคนพอใช้ได้
(คนึงสุข บุญปลูก) ต่อมา มีการเปิดอบรมพยาบาลวิสัญญี ส่งคุณเสงี่ยม เกษมสุข (ปราณีต) ไปอบรมเป็นพยาบาล
วิสัญญีคนแรกของเรา
ห้องผ่าตัดไม่มีเครื่องปรับอากาศ ใช้พัดลมเป่ากันฟุ้ง บางครั้งแพทย์ผู้ผ่าตัดหรือผู้ช่วยเหงื่อหยดลงในแผล
ด้ายเย็บแผลก็ใช้ด้ายหลอดตราสมอขนาดต่างๆ ถุงมือ ผ้าก็อซ นำมา recycle ซักแล้วนึ่งใช้ใหม่ได้ สบู่ฟอกมือ
ก่อนผ่าตัด ใช้ผงซักฟอกละลายน้ำ
ขอแบ่งระยะของโรงพยาบาลเป็น 3 ยุค (Generation)
ยุคที่ 1 (First Generation)
ระยะก่อนผมมาอยู่ตั้งแต่สร้างโรงพยาบาลมา พ.ศ.2465 เป็นยุคที่ 1 (First Generation) มีคุณหลวงศัลยเวชพิศาล
(บุญมาก เนตรศิริ) เป็นผู้อำนวยการ มีผู้ช่วยคือ ขุนสรรคสูติการ และขุนประสมโอสถ, ผู้อำนวยการต่อมาคือ
นายแพทย์เทียมเพ็ญ ตระกูลทอง, นายแพทย์บุญจอง ศิริวงศ์, นายแพทย์ประเสริฐ ศิวะศิริยานนท์, นายแพทย์เชาวลิต
ราชปรีชา, นายแพทย์ปรีชา ทรัพย์ปรุง (รักษาการผู้อำนวยการ, ท่านชอบกีฬาชนโค มีคณะมวยเลือดเมืองใต้
ในวันฌาปนกิจศพท่าน มีการชกมวยแสดงก่อนเผา)
โรงพยาบาลสร้างขึ้นด้วยพระดำริของ สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ (สมเด็จชาย) เมื่อครั้ง
ทรงดำรงตำแหน่งเป็นอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ ได้ทรงตั้งพ่อค้า ข้าราชการเป็นกรรมการ 40 ท่าน จัดสร้าง (เคยมีรายชื่อ
อยู่ ขณะนี้สูญหายไปหมด 1 ใน 40 มีขุนประธานราษฎร์นิกร)
วิธีหาเงินเรี่ยไรจากประชาชน พ่อค้าข้าราชการแล้ว ท่านยังทรงให้เปิดบ่อนการพนันขึ้น ณ บริเวณตึกดิน ซึ่งเป็น
ที่ตั้งโรงพยาบาลสงขลา (ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองสงขลา) อันเป็นที่เก็บกระสุนดินดำของจังหวัดสงขลา ตัวสมเด็จชาย
เองก็ทรงบริจาคเงินสิ่งของ เครื่องใช้ส่วนพระองค์ให้ประชาชนประมูล เก็บเงินเพื่อสร้างโรงพยาบาล
เมื่อสร้างโรงพยาบาลเป็นเรือนไม้ดังกล่าวมาแล้ว ต้องการบุคลากรที่สำคัญคือ นายแพทย์ผู้ปกครอง (ชื่อผู้อำนวยขณะนั้น)
สมเด็จชายต้องการได้หมอผ่าตัดมาดำรงตำแหน่งซึ่งหายากมากในขณะนั้น จึงตั้งเงินเดือนให้ 200 บาท หลวงศัลยเวช
ขณะนั้น ท่านได้เงินเดือนไม่ถึง 200 บาท เท่าไรผมก็จำไม่ได้แน่ ท่านจึงยอมมาอยู่ที่โรงพยาบาลสงขลา และได้เป็น
ผู้ริเริ่มเป็นผู้อำนวยการคนแรกของโรงพยาบาลสงขลา
ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือของประชาชนชาวสงขลาขณะนั้นมาก ต่อมาก็มี นายแพทย์เทียนเพ็ญ ตระกูลทอง แพทย์ปริญญา
มาอยู่ร่วมด้วยระยะหนึ่ง และเป็นผู้อำนวยการคนที่ 2 ระยะหลัง ท่านลาออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว
โรงพยาบาลเริ่มสร้างกันตั้งแต่ พ.ศ.2464 เมื่อเสร็จดำเนินการไปบ้างก็ได้โอกาสเหมาะที่จะเปิดโรงพยาบาลเป็นพิธีการขณะนั้น
สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (ทูลกระหม่อมแดง) พร้อมด้วยหม่อมสังวาลย์ และม.จ.กัลยาณิวัฒนา
จะเสด็จกลับประเทศอังกฤษ โดยผ่านจังหวัดสงขลา เพื่อเสด็จทางเรือที่เมืองปีนัง สมเด็จชายจึงได้ทูลอัญเชิญ ทูลกระหม่อม
ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาล และได้ประทานชื่อว่า สงขลาพยาบาล (ขณะนั้นโรงพยาบาลต่างๆ มักมีชือแบบนี้ เช่น
ศิริราชพยาบาล, วชิรพยาบาล, วิชรภูเก็ตพยาบาล) ทั้งได้ประทานเงินให้ปีละ 6,000 บาท จนเสด็จทิวงคต
**มีผู้สงสัยว่า เหตุใดสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งเป็นเจ้าพี่ (ประสูติเมื่อ 17 มีนาคม 2425)
จึงต้องทูลอัญเชิญสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (ประสูติเมื่อ 1 มกราคม 2434) เป็นองคืประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาลสงขลา
ขอเรียนว่า เจ้าฟ้านั้นมี 2 ชั้น คือ เจ้าฟ้าชั้นเอกและเจ้าฟ้าชั้นโท พระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5
มี 5 ลำดับ ลำดับที่ 1 ถึง 4 ทรงเป็นลูกหลวงและหลานหลวง ถือเป็นพระราชธิดาและพระราชนัดดาของพระราชธิดาและ
พระราชนัดดาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลก่อน เว้นแต่ลำดับ 5 ทรงสถาปนาขึ้นเจ้านายในพระบรม
ราชวงวศ์จักรีทีหลัง โดยไม่ได้เป็นลูกหลวงหรือหลานหลวง แต่ก็ทรงมีพระเกียรติยศเป็นพระธิดาของพระเจ้านครเชียงใหม่
คือพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
ถ้าพระมารดาทรงเป็นลูกหลวง (คือพระองค์เจ้า) หรือพระมารดาได้รับสถาปนาเป็นอัครมเหสี (คือพระราชินี) พระโอรสพระธิดา
ก็จะทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก เรียกขานกันว่า ทูลกระหม่อมชาย ทูลกระหม่อมหญิง
ถ้าพระมารดาทรงเป็นหลานหลวง (คือถือกำเนิดเป็นหม่อมเจ้า) พระโอรสพระธิดาก็จะทรงเป็นเจ้าฟ้าชั้นโท เรียกขานกันว่า
สมเด็จชาย สมเด็จหญิง
พระภรรยาเจ้า 5 ลำดับมีดังนี้ พระบรมราชเทวี พระวรราชเทวี พระราชเทวี พระอรรถชายา พระราชชายา
พระบรมราชเทวี หมายถึง องค์เอกอัครมหเสี ในสมัยครั้งกระโน้น ยังไม่มีคำว่า ราชินี เมื่อเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรป
ครั้งแรก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงทรงหารือกับสมเด็จ
พระมหาสมณเจ้าฯ มีพระราชดำริหาฐานันดรพระราชทาน ทรงเห็นเหมาะในคำว่า "พระบรมราชินีนาถ"
โรงพยาบาลได้ดำเนินกิจการโดยกรรมการ 40 คน ลักษณะคล้ายมูลนิธิ จนกระทั่ง พ.ศ.2475 เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เป็นระบอบประชาธิปไตย มีระบบเทศบาล จึงโอนโรงพยาบาลให้ขึ้นกับเทศบาล เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลเมืองสงขลา
ต่อมาได้โอนเป็นกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สมัยผมจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลสงขลา ผมเคยทำเรื่องเสนอชื่อเป็น
โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตามชื่อของทูลกระหม่อม แต่ทางกรมการแพทย์แจ้งกลับมาว่า การเปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลสมัยนั้นยุ่งยาก
ต้องทำเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี ขอพระบรมราชานุญาตประกาศราชกิจจา เรื่องจึงระงับไป นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง
ระยะที่โรงพยาบาลขึ้นอยู่กับเทศบาลตั้งแต่พ.ศ.2475 จนพ.ศ.2497 จึงโอนมาขึ้นกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่ทุกคน
ต้องลาออกจากเทศบาลแล้วสมัครใหม่เป็นข้าราชการกรมการแพทย์
ยุคที่ 2 (Second Generation)
เป็นระยะที่ผมมาอยู่ตั้งแต่ พ.ศ.2499 รื้อเรือนไม้ออกหมด สร้างเป็นตึก เริ่มด้วยตึกประธานราษฎร์นิกร ซึ่งคุณหลวง
ประธานราษฎร์นิกร บริจาคเงินหนึ่งล้านบาทเศษ สร้างให้เมื่อ พ.ศ.2500 ต่อมา ก็ทยอยสร้างตึกอื่นตามมา ด้วยเงินบริจาคบ้าง งบประมาณบ้าง
จนโรงพยาบาลเต็มไปด้วยตึกแน่น จนขยายไม่ออก ต้องคิดย้ายโรงพยาบาล และได้มีการสร้างโรงเรียนพยาบาล ซึ่งแต่เดิมเป็นหน่อวยหนึ่ง
ของโรงพยาบาล อยู่ในบังคับบัญชาของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา
ยุคที่ 3 (Third Generation)
เป็นโรงพยาบาลสงขลาที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ทางไปเกาะยอก่อนข้ามสะพานติณสูลานนท์ (ชาวบ้านเรียกว่า โรงพยาบาลเกาะยอ)
ผมต้องขอยกผู้เริ่มต้นของระยะนี้ให้แก่ นายแพทย์ปัญญา สงวนเชื้อ ที่ได้อุตสาหะจัดหาที่ดิน ดำเนินการก่อสร้าง ด้วยเงิน
งบประมาณ 477 ล้านบาท ท่านยังหาเงินทุนบริจาคจากประชาชนเพื่อไว้ใช้ในการดำเนินกิจการ เหลือไว้ให้ก่อนเกษียณอาย
ุจากไปถึง 75 ล้านบาท (เมื่อผมมารับงาน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา เมื่อ พ.ศ.2499 เงินสะสมต่อมารียกว่าเงินบำรุง
เหลือให้เพียง 75 บาท) ท่านเป็นผู้ที่มัธยัสถ์ ช่างเก็บใช้น้อย
ผมย้ายจากโรงพยาบาลสงขลาไปดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่พิเศษจังหวัด Chief Medical Provincial Officer (ชื่อดูใหญ่โต
มโหฬารดี) ว่ามีหน้าที่บังคับบัญชา เรื่องของกระทรวงสาธารณสุขทั้งจังหวัด ขระนั้น ที่สำคัญก็มีโรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลหาดใหญ่
วิทยาลัยพยาบาล ต้องนั่งเซ็นฎีกาของหน่วยงาน ต้องเป็นประธานควบคุมการก่อสร้าง โรงพยาบาลหาดใหญ่ โรงพยาบาลอำเภอ
สถานีอนามัยทุกแห่ง ความจริงได้พยายามขอร้องผู้บังคับบัญชาขออยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลาตามเดิม แต่ท่าน
ไม่ยอม เพราะท่านต้องการให้ก้นกุฏิของท่านมากินตำแหน่งชั้นพิเศษของโรงพยาบาลสงขลา ขณะนั้น ทั่วประเทศมีผู้อำนวยการ
โรงพยาบาลชั้นพิเศษเพียง 10 ตำแหน่งเท่านั้น (เทียบเท่ากับ ซี 7)
ชื่อตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่จังหวัด เดิมเรียกว่า อนามัยจังหวัด และก่อนหน้านั้นเรียกว่า สาธารณสุขจังหวัด และยังมีสาธารณสุขเขต
บังคับบัญชาหลายจังหวัด มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ ผดุงครรภ์ในชนบท ส่วนโรงพยาบาลมีหน้าที่หลักเกี่ยวกับ
การรักษาพยาบาล ที่กระทำในโรงพยาบาลเท่านั้น เดี๋ยวนี้กลับมาใช้ชื่อเดิมคือ สาธารณสุขจังหวัด
ขณะที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายแพทย์ใหญ่พิเศษจังหวัด มีผู้อำนวยการมาดำรงตำแหน่งช่วงสั้นๆ อีก 7 คน (สมศักดิ์, สายทอง,
ไพบูลย์, มนตรี, สนั่น, อุรพงษ์, ปัญญา) ต่อจากนั้น โรงพยาบาลสงขลาก็ย้ายมาอยู่ ณ ที่ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลเกาะยอ เป็นการ
ขึ้นต้นของยุคที่ 3 (Third Generation)
เรื่องของการย้ายโรงพยาบาลนั้น ได้คิดกันตั้งแต่ผมย้ายมาอยู่ใหม่ ได้พาผู้ใหญ่ของกระทรวง รวมทั้ง รมว.กระทรวงสาธารณสุขด้วย
ไปดูที่ต่างๆ ผมได้เสนอให้ย้ายไปอยู่ที่ตั้งของวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้ (ปัจจุบันเป็น สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคใต้)
ขณะนั้น เป็นที่ว่างเปล่า อยู่ริมทะเล ผู้ใหญ่ที่มาทุกคน คัดค้านเสียงแข็งอ้างว่า อยู่ริมทะเล เครื่องมือ เครื่องใช้ตึกรามบ้านช่องเป็นสนิม
คนไข้ถูกอากาศเย็นของทะเล เป็นปอดบวมกันไปหมด (เป็นความคิดร่วมสมัยดีนะครับ)
ผมได้แต่เถียงในใจว่า โรงพยาบาลเมืองนอกในสหรัฐฯ ที่ Florida ที่ผมเคยไปเห็นมา (1954) รวมทั้งโรงแรมใหญ่ๆ อยู่ริมทะเลกันทั้งนั้น
ไม่เห็นเป็นไร ได้เสนอข้อแลกกับบริเวณที่ตั้งของที่ทำการกรมตำรวจ รวมกับที่ดินราชพัสดุบริเวณติดกัน ได้ทาบทามกับทางตำรวจด้วย
วาจา ก็ได้รับการยินยอมโดยแลกที่กับโรงพยาบาลจะต้องสร้างอาคารให้ฝ่ายตำรวจ สถานีตำรวจจะได้มาอยู่ใจกลางเมือง โดยโรงพยาบาล
จะได้ไปอยู่ริมทะเลสาบ บริเวณที่ได้พิจารณากันอีกแห่งคือ บ้านพักของกระทรวงยุติธรรม ติดต่อไปถึงที่ทำการประปา เมื่อไม่เป็นที่ตกลง
คาราคาซังกันอยู่ ก็มีคหบดีท่านหนึ่งในจังหวัดสงขลา ได้ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด จะบริจาคเงินหนึ่งล้านบาท สร้างตึกให้โรงพยาบาลสงขลา
และมีข้อแม้ว่า เมื่อสร้างให้แล้วจะไม่ย้ายโรงพยาบาล ผมก็ไปแจ้งกรมการแพทย์ ผู้บังคับบัญชาก็รับปากว่า เรื่องคิดย้ายโรงพยาบาล
เป็นอันล้มเลิก ต่อไปจะขยายโรงพยาบาลขึ้น ด้านบนจะสร้างเป็นตึกหลายๆ ชั้น ระบบ Compact คือ ทุกอย่างอยู่ในตึกเดียวกันหมด
(ไม่ต้องใช้เนื้อที่มาก 9 ไร่ ก็เหลือหลาย) เช่น ในสหรัฐอเมริกา อย่างที่ผมเคยไปทำงานมา ที่ Veteran Administration Hospital ที่ Denver,
Corolado ตึกเดียว 12 ชั้น เป็นโรงพยาบาล 800 เตียง มีทุกแผนก ทุกอย่างอยู่ในอาคารเดียวกันหมมด รวมทั้งแผนกจิตเวช
ทั้งยังมีนักศึกษาแพทย์มาศึกษา Affiliate กับ University of Colorado School of Medicine ปฏิบัติงานด้วย (ขณะนั้นก็ได้แต่คิดฝัน
เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาล)
การขยายโรงพยาบาลไปเรื่อยๆ โดยใช้แบบแปลนของโรงพยาบาลพระพุทธบาท ดังที่เห็นอยู่ในโรงพยาบาลสงขลา ใน Second Generation
กระทรวงจะให้สร้างโรงเรียนพยาบาล ก็ได้พยายามหาที่สร้าง จะเอาที่ของกรมป่าไม้เขต ซึ่งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลบ้าง เวนคืนที่ดินหลัง
โรงพยาบาลบ้าง เอาที่วัดโรงวาสบ้าง ในที่สุดก็ได้ที่ของการรถไฟ อันที่ของวิทยาลัยพยาบาลได้ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้
ขอจบ Second Generation ซึ่งเริ่มแค่เรือนไม้เก่าๆ โรงพยาบาล 50 เตียง มีพยาบาล 5 คน ผู้ช่วยพยาบาลชาย 4 คน มาจากพลทหารเสนารักษ์
(ชวน, เอื้อน, มนตรี, กำพล) คนงานชายหญิงประมาณ 10 คน (มูล, พร้อม, เคล็ว, หมัด, มูล, กลับ, จรินทร์, ฉลวย, อีก 2-3 คน จำชื่อไม่ได้)
แพทย์ 5 คน (เล็ก, สายทอง, กำธร, โสภณ, อังสนา) จนกระทั่ง เป็นโรงพยาบาล 408 เตียง แพทย์ พยาบาล คนงาน นับไม่ถ้วน เรือนไม้เก่ารื้อ
ออกหมด เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น 3 ชั้น 4 ชั้น ตึกสิรินธรซึ่งเป็นตึก 5 ชั้น
ยังมีเรื่องแปลกๆ สนุกๆ ระหว่าง อยู่โรงพยาบาลสงขลา 20 ปี มาเล่าให้ฟังอีกมาก ถ้ายังมีผู้อ่านสนใจฟัง เช่น เรื่องเมื่อผู้อำนวยการไปชก
เทศมนตรี อภินิหารทวดหึง การเงินนอกระบบในโรงพยาบาล ผู้อำนวยการปราบผีเรือนชาย 2 ทำพิธีปัดรังควานที่โรงพยาบาลหาดใหญ่
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหาดใหญ่ถูกยิง ผ้ายันต์หลวงพ่อทวด รุ่น 1 อาจารย์ทิมพ่อท่านคล้ายมาทอดผ้าป่าโรงพยาบาล อภินิหารยันต์หลวงพ่อทวด
ข้อมูล: หนังสือ "จุลสารสัมพันธ์ โรงพยาบาลสงขลา" ปีที่ 2 ฉบับที่ 5 เดือนกรกฎาคม 2545
| |
ข่าวสุขภาพ
|