ชีวิตและสุขภาพ > บทความอื่นที่น่าอ่าน
สังเกตอย่างไร เมื่อยาเสื่อมสภาพ
|
 |
โดยทั่วไป ยาทุกชนิดจะมีอายุใช้ได้ระยะหนึ่ง แล้วจะหมดอายุ ซึ่งหมายถึง หมดประสิทธิภาพในการรักษา ไม่ควรนำมาใช้อีก ยาใดหมดอายุ หรือไม่สามารถดูได้จากฉลากยา ซึ่งบ่งบอกวันหมดอายุ หรือวันผลิต สำหรับยาเม็ดไม่ควรใช้ยานั้นหลังจากผลิตแล้ว 5 ปี และสำหรับยาน้ำไม่ควรใช้หลังจากผลิตแล้ว 3 ปี แม้ว่าจะยังไม่พบว่ายานั้นเปลี่ยนสภาพไปจากปกติเมื่อมองดูด้วยตาเปล่าก็ตาม
แต่หากเมื่อใด การเก็บรักษายาอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม เช่น ทิ้งไว้ในภาชนะบรรจุที่ปิดไม่สนิท และไม่มีสารกันชื้น เก็บในที่ร้อน ถูกแสงแดด อยู่ในที่ความชื้นเข้าไปได้ยากนั้น ก็จะมีการเสื่อมสภาพก่อนอายุจริง
ลักษณะการเสื่อมสภาพของยา อาจสังเกตได้ ดังนี้
ยาเม็ด
เม็ดยาจะแตกร่วนสีซีด หรือเปลี่ยนสี ถ้าเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เช่น วิตามินรวมจะเยิ้มเหนียว เป็นรอยด่าง หรือแตกกร่อน ยาบางชนิดเมื่อเสียจะมีกลิ่น หรือลักษณะเปลี่ยนไป เช่น แอสไพรินจะมีกลิ่นเปรี้ยวของกรดน้ำส้ม และตกผลึกเป็นรูปเข็มเล็กๆ ซึ่งการเสื่อมสภาพจะเร็ว แม้ว่าจะเก็บไว้อย่างดี จึงไม่ควรเก็บแอสไพรินนานเกินไป หรือเลี่ยงไปใช้รูปแบบที่เป็นเม็ดเคลือบฟิล์มจะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น
ยาแคปซูล
แคปซูลจะบวมพองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก
ยาน้ำแขวนตะกอน
เช่นยาลดกรด ตะกอนจะจับเป็นก้อนแข็ง แม้เขย่าแรงๆ ก็ไม่กระจายตัว หรือสี กลิ่น รสเปลี่ยนไปจากเดิม
ยาน้ำเชื่อม
ยาจะขุ่นมีตะกอน สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยว หรือรสเปรี้ยว
ยาขี้ผึ้ง
มีการแยกตัว แข็งเกินไปจนบีบไม่ออก หรือ สีของยาเปลี่ยนไปจุดด่างดำเกิดขึ้น
ยาฉีดชนิดผง
ผงยาเกาะตัวกัน ต้องใช้เวลานานในการละลาย สียาเปลี่ยนไป หรือเวลาดูดยาเข้าหลอดฉีดยาแล้วทำให้เข็มอุดตัน
นอกจากนี้ ยาบางชนิดจำเป็นต้องเก็บรักษาอยู่ในอุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของยาก่อนกำหนด เช่นยาหยอดตาบางชนิดควรเก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา ส่วนยาหลอดตาหลังเปิดใช้แล้ว ไม่ควรเก็บนานเกิน 1 เดือน
"ก่อนใช้ยาไม่ควรลืมสังเกตสภาพของยานั้นด้วย เพื่อ ความปลอดภัยของตัวท่านเอง"
ที่มาขอมูล: เอกสารเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพ เรื่อง ยารักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้" โดยศูนย์ข้อมูลยาฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 33 สุขุมวิท ซอย 3 (นานาเหนือ) เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทร. 02-667-1000 โทรสาร 02-667-2525
| |
ข่าวสุขภาพ
|