Poj

Ploy

เด็กวัย 1 - 5 ขวบ   >
หนังสือ! อาหารสมองที่จำเป็นสำหรับเด็ก

"หลากหลายชีวิตเราสามารถพานพบได้ในหนังสือ" - เป็นประโยคที่ไม่กล่าวเกินจริงเลย ดูอย่าง เด็กตัวน้อยๆ อาจรู้จักเรียกชื่อ ยีราฟ, ลิง และช้าง มานานก่อนที่หนูจะได้ไปเยือนสวนสัตว์เป็นครั้งแรกในชีวิตเสียอีก หนูอาจรู้ว่าจรวดเป็นยานพาหนะที่สามารถเดินทางไปยังดวงจันทร์ได้ ก่อนที่หนูจะเรียนรู้และทำความเข้าใจในเรื่องอวกาศเสียด้วยซ้ำ

หนังสือมากมายสามารถเปิดโลกกว้างให้แก่เด็กทุกคนได้ในวิถีทางที่ไม่มีสิ่งอื่นใดจะสามารถกระตุ้นได้ดีเท่านี้ ตราบใดคุณพ่อคุณแม่ได้เลือกสรรหนังสืออย่างระมัดระวังเหมาะสมกับวัยและความสามารถของลูก

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า การแนะนำทารกน้อยๆ ให้รู้จักมักคุ้นกับเหล่าหนังสือในช่วงไม่กี่เดือนแรกของชีวิตนั้น ไม่เพียงแต่พัฒนาสายตาการมองเห็นของลูกเท่านั้น ยังช่วยให้ลูกได้หัดคุยและฝึกอ่านได้เร็วขึ้นอีกด้วย


ทารกน้อยแรกเกิด - ทารกวัย 6 เดือน

ทารกแรกเกิดสามารถมองเห็นวัตถุได้ไกลในระยะ 20 ซม. (หรือประมาณ 8 นิ้ว) แต่มีทักษะการเพ่งมองวัตถุอย่างจำกัด ทารกจึงเรียนรู้การมองเห็นโดยการเปรียบเทียบบริเวณส่วนที่สว่างกับบริเวณส่วนที่มืด ดังนั้นรูปลักษณ์ที่มีสีดำและสีขาวซึ่งมีความแตกต่างกันมากที่สุดจึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ทำไมทารกน้อยจึงชอบมองดูรูปทรงง่ายๆ ที่มีสีดำ อยู่บนพื้นสีขาว

เมื่อก้าวเข้าสู่ วัย 2 เดือน ทารกจะเริ่มมองเห็นภาพลักษณ์ทั้งภาพ ไม่เพียงแค่มองเห็นแต่โครงสร้างของวัตถุเท่านั้น เมื่อทารกมีพัฒนาการมองเห็นดีขึ้น จะเรียนรู้ที่จะปรับระยะความชัดใกล้ไกล และเริ่มที่จะแสดงออกว่าชอบสีสันสดใส และวัตถุที่มีรูปทรงซับซ้อนขึ้น

เมื่อย่างเข้าวัย 4 เดือน ทารกวัยนี้จะสามารถหันหน้ามองซ้าย มองขวา มองล่าง มองบนตามวัตถุที่เคลื่อนไหวได้ และสามารถมองตามนิ้วชี้ที่คุณแม่ไล่ไปตามหนังสือในแต่ละหน้าได้แล้ว

เมื่อคุณแม่อยากเลือกหาหนังสือสำหรับลูกวัยนี้ ควรระลึกเสมอว่า ชื่อหรือหัวข้อของหนังสือมีความสำคัญน้อยกว่ารูปลักษณ์ของหนังสือ กล่าวคือ ควรเลือกหนังสือเล่มที่มีความดึงดูดใจ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน หรือรูปภาพสวยๆ มากกว่าตัวเนื้อเรื่องในหนังสือ ควรหลีกเลี่ยงรูปภาพที่ดูยาก สับสน และมีสีสันออกไปทางสีพาสเทล หรือสีอ่อนๆ จืดๆ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 6 เดือน น้องน้อยวัยนี้รู้จักการสำรวจเสียงแปลก ใหม่ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ฉะนั้นหนังสือที่มีเสียง หรือหนังสือที่ให้เราใช้นิ้วมือมือกดลงบนแป้นแล้วมีเสียงตลกๆ ออกมา เช่น แป๊ด, วี๊ด, ปรี๊น, บรื้น หรือเสียงร้องของสัตว์ชนิดต่างๆ จะช่วยกระตุ้นให้ลูกพัฒนาทักษะการใช้เสียงมากขึ้น

นอกจากนั้น คุณแม่ควรเลือกหนังสือเล่มที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับมือน้อยๆ ที่จะถือ, หรือพลิกเปิดแต่ละหน้าได้เอง รวมทั้งเลือกหนังสือที่ทำด้วยเนื้อวัสดุแตกต่างกันเพื่อให้ลูกได้สำรวจค้นพบและเพิ่มพูนข้อมูลให้แก่ตัวเขาเอง


เด็กวัย 6 เดือน - 1 ขวบ

ตามที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กระบุไว้ ในครึ่งปีแรกของชีวิต ทารกวัย 6 เดือน มีพัฒนาการด้านภาษามากขึ้น คือมีการส่งเสียงแสดงอารมณ์และความต้องการ ต่อมาเป็นเสียงอ้อแอ้ที่มีระดับเสียง โดยภาษาพูดของเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเสียงสระ บางครั้งอาจมีเสียงพยัญชนะบ้าง แต่ไม่เป็นคำที่เข้าใจได้

ในวัยนี้ ทารกสามารถนึกถึงสิ่งที่เคยเห็นมาก่อน และเมื่อกลับมาเห็นอีกครั้งในหน้าหนังสือที่คุณแม่เปิดให้ดูขณะเล่าเรื่องให้ฟัง ลูกจะกระตือรือร้นขอมีส่วนร่วมในขณะนั้น เช่น ส่งเสียง "กั๊บ กั๊บ" ด้วยลิ้นของเขาเมื่อเห็นรูปม้า หรือ ทำเสียง "เมี๊ยว เมี๊ยว" ด้วยลิ้นอ้อแอ้ เมื่อเห็นรูปแมว

นอกจากนั้น การพูดคุยกับลูกโดยตรงและใช้คำหลักๆ เช่น "ประตู", "รองเท้า" จะช่วยให้ลูกแยกคำ และรู้จักคำเหล่านี้ได้ขณะที่เราพูดสนทนากับลูก หรือเมื่อลูกกำลังฟังเราอ่านหนังสือให้เขา

คุณแม่ควรพยายามหาทางเชื่อมโยงรูปภาพในหนังสือมายังตัวลูกขณะที่อ่านหนังสือด้วยกัน เช่น "นั่นไง จมูกของเจ้าหมาจุด" (ในหนังสือ) - คุณแม่ "ไหนจ๊ะ จมูกของหนูอยู่ที่ไหน", จมูกของแม่อยู่ตรงไหนจ๊ะ"

ด้วยวัย 6 เดือนนี้ คุณแม่สามารถแนะนำให้ลูกรู้จักตัวพยัญชนะ, สี และตัวเลขได้แล้ว โดยการใช้นิ้วชี้ไล่ไปตามข้อความใต้บรรทัดที่อ่านให้ลูกฟัง เพื่อให้ลูกได้เชื่อมโยงคำที่คุณแม่กำลังอ่านออกเสียงพร้อมชี้คำที่ปรากฏในหน้าหนังสือ

ค่อยๆ อ่านหนังสือให้ลูกฟังทีละน้อยแต่ปฏิบัติบ่อยๆ เป็นสิ่งสำคัญในการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง เท่าที่ลูกให้ความสนใจ แต่ อย่าบังคับลูกให้นิ่งฟังเด็ดขาด แม้ว่า ในบางคราว ลูกอาจดิ้นหนีออกจากตักไป ก่อนที่คุณแม่จะได้เปิดปากอ่านหนังสือให้ลูกฟังแม้แต่คำเดียว....(ฮือๆ)

สำหรับ บรรดาหนังสือปกแข็งนั้น จัดว่าเป็นสิ่งที่สุดฮิตสำหรับลูกวัยนี้มาก เนื่องจากสามารถขึ้นยกตั้งได้ เปิดดูแต่ละหน้าได้สะดวกสำหรับมือน้อยๆ ของลูก เพราะลูกเริ่มตระหนักถึงประสาทสัมผัสต่างๆ ของตัวเอง และชักสนุกกับการสัมผัสเล่มหนังสือ ซึ่งกระตุ้นให้เขาสัมผัส แตะต้องและสนใจเสียงต่างๆ จากหนังสือ

หนังสือที่มีเนื้อวัสดุแตกต่างกันและมีเสียงต่างๆ สามารถดึงดูดความสนใจของลูกวัยนี้ได้เช่นกัน รวมทั้งหนังสือที่มีหน้าหนังสือเป็นกระดาษแผ่นพับและสามารถเปิดแกะออกมาได้ ก็เรียกร้องความสนใจจากลูกต่อเนื่องได้เหมือนกัน

บางครั้งเมื่อลูกโตขึ้น อาจอยากหวนกลับมาหาหนังสือที่เราเคยให้เขาดูเมื่อเป็นเด็กเล็กอยู่ก็ได้ ทั้งนี้ เพราะ การที่ลูกเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ จากหนังสือ และสามารถหยิบหนังสือมาดูเล่นเอง ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เขา จนอยากสำรวจหนังสือหลากชนิดมากขึ้น ฉะนั้น พยายามเก็บหนังสือไว้ใกล้ๆ มือ อาจวางในชั้นวางหนังสือที่สามารถหยิบได้ง่าย อยู่ในสายตาของลูก แม้บางเล่มอาจดูไม่น่าสนใจนักสำหรับลูกเมื่ออยู่ในวัยโตขึ้นแล้ว ใครจะรู้ เขาอาจกลับมาสนุกสนานกับหนังสือเหล่านี้อีกก็ได้


เด็กวัย 1 ขวบ - ขวบครึ่ง

เด็กเล็กในวัย 12 - 15 เดือน จะสามารถเปล่งเสียงพูดได้ 4 - 6 คำ ที่ไม่เป็นภาษาพูดของเรา แต่จัดเป็นภาษาของเด็กที่มีความหมาย เช่น มะมา ปาปา (ไป) กาก้า ลูกเริ่มรู้จักหัวเราะเมื่อเห็นภาพน่าขันในหน้าหนังสือ อีกอย่างในวัยนี้ลูกเริ่มมีทักษะทางภาษาในด้านคำศัพท์และการเรียนรู้จะช่วยให้เขาจำคำศัพท์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

เมื่ออายุ 15 - 18 เดือน เด็กวัยนี้สามารถออกเสียงพูดได้ 10 - 20 คำที่ชัดเจน และเรียกผู้คนรอบข้างได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งวัตถุที่เขาคุ้นเคย ลูกอาจเริ่มชี้นิ้วไปยังสิ่งของที่เขาเคยเห็นจากหนังสือมาก่อน และเริ่มตอบคำถามง่ายๆ ได้ เช่น "แมวเหมียวเหมียว อยู่ไหน"

ขณะเดียวกัน ทารกวัยนี้ยังสนุกสนานกับเสียงที่เปล่งจากคนรอบข้างและเสียงอ้อแอ้ของตัวเอง หนูน้อยชอบฟังเสียงที่เป็นคำคล้องจองกัน และจังหวะดนตรีต่างๆ อีกด้วย ในปัจจุบันเชื่อกันว่าคำคล้องจองที่เรียบเรียงกันเป็นท่วงทำนองทวีความสำคัญมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่เราเคยทราบมา เมื่อเด็กเริ่มหัดอ่านและรู้ว่าคำไหนที่คล้องจองกัน เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถในการอ่านของเขา นอกจากนั้น การลื่นไหลทางภาษาของทารกจะเกิดจาการสะสมที่เขาได้ยินได้ฟังคำเหล่านั้นซ้ำๆ กันมาก่อน และเข้าใจว่า การที่ทารกมีความเข้าใจคำคล้องจองกันช่วยพัฒนาความสามารถทางดนตรีในภายหลังด้วย

หนูน้อยวัยนี้สามารถพลิกดูหนังสือแต่ละหน้าด้วยตัวเองได้แล้วและพร้อมที่จะสำรวจหนังสือหลากหลายชนิด ลูกวัยนี้ชอบมองดูหนังสือที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เขาเคยมีประสบการณ์ เช่น การแปรงฟัน, อาบน้ำ,การแต่งตัว, การไปเที่ยวสวนสัตว์, การไปโรงพยาบาล, การไปพบคุณหมอ ฯ

เด็กวัยนี้โตพอที่จะรู้สึกประทับใจกับเรื่องเล่านิทานที่มีเค้าโครงง่ายๆ ที่สามารถติดตามได้ หนังสือเล่มเล็กเป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับมือน้อยๆ ในการพลิกดูทีละหน้า และยังมีความมั่นใจพอที่จะเปิดหนังสือป็อปอัพด้วยตัวเองอีกด้วย


เด็กวัย 18 - 24 เดือน

มาถึงวัยนี้ พี่ใหญ่แห่งวงการทารก เด็กวัยนี้สามารถพูดออกเสียงได้ 20 - 50 คำแล้ว และพยายามพูดด้วยประโยคสั้นๆ ที่เชื่อมคำสองคำเข้าด้วยกัน เช่น แม่หมวก หมายถึง หมวกของแม่ หรือ แม่มา, พ่อไป, บอลไป (ลูกบอลกลิ้งไปแล้ว)

เด็กวัยนี้สนุกในการหัดพูดคำยากๆ ที่ท้าทายตัวเขาเอง เช่น เฮลิคอปเตอร์ หรือ นกฮูก เขาอาจจะพูดได้ไม่เหมือนทีเดียวนัก แต่ก็จะพยายามพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกตามคุณแม่หากออกเสียงให้เขาฟัง

นอกจากนั้น ลูกยังสนใจที่จะนั่งเปิดดูหนังสือทีละหน้า ทั้งนี้เป็นกระบวนการที่เขาจะสามารถเรียนรู้คำศัพท์ได้มากขึ้นและสนุกสนานในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารกับคนรอบตัว


Note for you
  • วางหนังสือต่างๆ ไว้ในที่มองเห็นได้ง่าย สะดวกแก่การหยิบมาดู สำหรับให้ลูกได้สำรวจเรียนรู้

  • คุณแม่ควรสละเวลาสัก 2-3 นาที นั่งดูหนังสือกับลูก ทั้งนี้เพื่อใช้เวลาที่อบอุ่นอยู่กับลูก ไม่เฉพาะแต่ต้องการให้ลูกดูหนังสือเล่น

  • เมื่อลูกยังเป็นทารกตัวน้อย ควรเลือกหนังสือที่ล้างทำความสะอาดง่าย, หยิบเข้าปากแล้วปลอดภัย เพราะยังเป็นวัยที่ไม่รู้จักระมัดระวัง และยังชอบหยิบสิ่งของเข้าปากเคี้ยวเล่น เมื่ออายุสัก 3-4ขวบ ลูกจึงค่อยโตพอที่จะสนใจหนังสือปกติได้

  • หนังสือที่ลูกสามารถนำไปเล่นในน้ำได้ เหมาะสำหรับเวลาอาบน้ำ ช่วยให้ลูกสนุกสนานระหว่างอาบน้ำได้

  • ขณะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง กอดลูกไปด้วย จะช่วยให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย และรู้สึกดีในเวลาอ่านหนังสือด้วยกัน

  • เด็กๆ เรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ ดังนั้น ควรถือหนังสือด้วยวิธีที่ถูกต้อง พลิกอ่านทีละหน้า และอ่านจากซ้ายไปขวาให้ลูกฟัง เพื่อเป็นตัวอย่างในการอ่านหนังสือที่ดีแก่ลูก

  • เมื่ออ่านออกเสียงให้ลูกฟัง คุณพ่อคุณแม่ควรพยายามทำน้ำเสียงให้มีชีวิตชีวา ถึงแม้ว่าเราอาจรู้สึกทำน้ำเสียงได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่นักฟังนิทานวัยทารกแบบนี้ คงไม่เอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์เราเสียๆ หายๆ หรอกค่ะ

  • ซื้อสมุดวาดเขียนเล่มเล็กมาสัก 1 เล่ม แล้วตัดรูปภาพในนิตยสารที่เก่าเก็บ หรือโบร์โชว์เหลือๆ เลือกรูปภาพที่ลูกสนใจและคุ้นเคย เช่น ลูกบอล, รถยนต์, สัตว์ต่างๆ มาแปะไว้บนหน้ากระดาษ และพิมพ์หรือเขียนคำศัพท์แปะไว้คู่กัน เพื่อให้ลูกพลิกเปิดดูทีละหน้าด้วยตัวเอง

  • ยอมสละนิตยสารเล่มเก่า (ที่ไม่มีฝุ่น) มาให้ลูกฉีกรูปที่เขาสนใจเล่น เพราะหากเจอรูปที่น่าสนใจ ลูกอาจเอื้อมมือไปวางแปะ แล้วขยำเล่น หรือฉีกเล่น บางทีมีน้ำลายไหลหยดแหมะลงไปด้วย....อย่าให้ลูกหม่ำกระดาษก็แล้วกันค่ะ

  • อย่านำหนังสือหรือนิตยสารที่มีรูปน่าเกลียดน่ากลัว ขนาดเราเห็นแล้วยังสยองมาให้ลูกดูนะคะ เดี๋ยวลูกตกใจ เก็บเอาไปนอนฝันร้าย แย่เชียวค่ะ ทำให้คุณแม่สะดุ้ง พลอยอดนอนไปด้วย ตื่นไปทำงานสายไม่รู้ด้วยนะ ...

  • รวมกลุ่มกับเพื่อนสนิทซี้ๆ ที่มีลูกวัยเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนหนังสือกัน จะได้มีหนังสือหลายแบบๆ ไว้อ่านให้ลูกฟัง จะซื้อ ซื้อ ซื้อ ทุกเล่มที่อยากได้ก็ไม่ไหวหรอกค่ะ ยุคนี้ต้องใช้เงินอย่างมีเหตุผล....หรือไม่ก็ถามญาติพี่น้องที่ลูกโตแล้ว ..ใครมีหนังสือสำหรับเด็กอย่าเพิ่งบริจาคไปซะก่อน ขอหนังสือมาดูมาอ่านกับลูกหน่อยจ้า.....อะไรทำนองนี้...ฯ

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือไม่ว่า......?
  • เด็กที่ได้รับการกระตุ้นทางสายตาและการมองเห็นด้วยการให้ดูรูปภาพและหนังสือ จะมีพัฒนาการที่ดีในระยะยาวด้านภาษาและมีสมาธิมากกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการกระตุ้นเช่นนี้

  • เด็กจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาด้านคำศัพท์เพื่อสั่งสมไว้ประมาณ 2,000 คำ ก่อนที่จะเริ่มเรียนรู้ในการอ่านหนังสือ

  • มีงานวิจัยระบุว่า เด็กวัยอนุบาลซึ่งคุ้นเคยกับการเห็นคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือเป็นประจำแม้จะเพื่อความบันเทิง เด็กเหล่านี้จะเป็นผู้ที่เรียนรู้ในการอ่านหนังสือได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เห็นพ่อแม่อ่านหนังสือเท่าไหร่นัก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

"ไม่มีเด็กคนไหนที่อายุน้อยเกินไปสำหรับการให้แกได้รู้จักมักคุ้นกับหนังสือ หากเราเก็บหนังสือไว้แล้วรอจนกว่าลูกอ่านหนังสือออกค่อยนำหนังสือมาให้แกอ่าน ก็เหมือนกับเราไม่ยอมพูดคุยกับลูกจนกว่าลูกจะพูดได้"
เพนนีโลป ลีช - ผู้เชี่ยวชาญเด็กเล็ก

"ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ตามที่เด็กได้รับการส่งเสริมให้รู้จักหนังสือและทำความรู้จักมักคุ้นกับหนังสือ สนุกในการฝึกใช้คำและภาษา ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเด็กคนนั้นมากขึ้นเท่านั้นเมื่อเข้าสู่วัยเรียนหนังสือ"
ปีเตอร์ ไบรอัน วัตตส์ - โปรเฟสเซอร์ด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

"การอ่านออกเสียงให้ลูกฟัง - พลิกอ่านหนังสือทีละหน้าที่มีท่วงทำนองคำที่คล้องจองกัน และจั๊กกะจี๋ หรือโอบกอดลูกไปด้วยในจังหวะที่เหมาะ ถือเป็นการแสดงออกที่สุดยอดของพ่อแม่ขณะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง"
โดโรธี บัตเล่อร์ - ผู้เขียนหนังสือ เบบี้ส์ นีด บุคส์




back




Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Thaiparents.com 2000
All rights reserved