Thaiparents.com

ถ้าจู่ๆ คุณยายเกิดเป็นลมหมดสติไปกลางครันขณะนั่งเล่นอยู่ข้างหลานสาวตัวน้อย คุณคิดว่าลูกสาววัย 3 ขวบของคุณจะเดินมาบอกคนในบ้านให้รีบมาดูอาการของคุณยายได้ทันท่วงทีหรือไม่
ลูกวัยนี้ของคุณสามารถจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินได้ดีแค่ไหนตามความเหมาะสมกับวัยของเธอ
แนวทางที่เด็กวัย 3 - 12 ขวบ ควรรู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด มีดังนี้
เด็กก่อนวัยเรียน (3 - 5 ขวบ)
- รู้จักขอความช่วยเหลือ
เด็กวัยนี้แม้ดูว่ายังเล็กอยู่ อายุเพียง 3 ขวบเท่านั้น แต่เราสามารถสอนให้เธอรู้จักโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ หรือญาติสนิทได้แล้ว เช่น คุณปู่คุณย่า คุณน้าคุณอา หรือแม้แต่ โทร. 191
เพื่อแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย หรือ โทร. 199 เพื่อแจ้งเหตุไฟไหม้ แม้ว่าคุณตำรวจอาจคิดว่าเด็กโทร.มาล้อเล่น แต่ ถ้าลูกคุณสามารถบอกเบอร์โทรศัพท์คุณพ่อคุณแม่ ตำรวจต้องเชื่อและทราบว่าไมใช่เรื่องล้อเล่น
โดยเฉพาะถ้าลูกของคุณอยู่กับญาติผู้สูงอายุตามลำพัง และญาติเกิดหมดสติ การโทรศัพท์ติดต่อภายนอกได้ เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนอย่างยิ่ง
ดังนั้น ควรสอนให้ลูกรู้วิธีใช้โทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือ
เพื่อติดต่อคุณพ่อคุณแม่และญาติสนิทได้
- ไม่บอกข้อมูลคนแปลกทางโทรศัพท์
สอนให้ลูกรู้ว่า เมื่อรับโทรศัพท์ขณะอยู่บ้าน ไม่ควรบอกคนปลายสายว่า "หนูอยู่บ้านกับคุณยายเพียงสองคนเท่านั้นค่ะ" หรือ "ไม่มีคนอื่นอยู่บ้านเลยนอกจากคุณป้าคนเดียวค่ะ
คนอื่นไปทำงานกันหมด" ที่สำคัญห้ามลูกบอกข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ในบ้านให้คนไม่รู้จักทราบทางโทรศัพท์เด็ดขาด
- จดจำที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์บ้านได้
สอนให้ลูกจดจำและสามารถบอกที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์บ้านและเบอร์มือถือคุณพ่อคุณแม่ได้ถูกต้อง ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ลูกควรบอกชื่อตัวเอง นามสกุล ชื่อเล่น เบอร์โทรศัพท์ของผู้ปกครอง
และที่อยู่ตัวเองได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ถ้าเป็นไปได้ ควรบอกสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ได้ด้วย คุณควรหาเวลาฝึกซ้อมกับลูกว่า ถ้ามีเหตุการณ์ผิดปกติแบบนี้ๆ เกิดขึ้น
ลูกจะต้องทำอย่างไร ให้ลูกลองซ้อมทำบ่อยๆ
- ให้ลูกนั่งเบาะนิรภัยในรถยนต์
เด็กเล็กวัยนี้ควรนั่งรถยนต์บนเบาะนั่งนิรภัยตามความเหมาะสมกับอายุ และควรนั่งเบาะหลัง ไม่ควรนั่งตักคุณพ่อคุณแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบาะผู้โดยสารด้านหน้า
เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน เด็กจะเป็นอันตรายมาก
รายละเอียดประเภทของเบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็กแรกเกิด - 10 ขวบ คลิกที่นี่
- ห้ามลูกเล่นกับไฟโดยเด็ดขาด
ไฟเป็นสิ่งที่เด็กเล็กส่วนมากให้ความสนใจ เพราะมีทั้งความร้อน แสงสว่าง และจัดว่าเป็นสิ่งน่าทึ่งสำหรับเด็ก คุณควรสอนให้ลูกรู้ว่า ไฟเป็นสิ่งอันตราย ถ้าเอามือไปโดนไฟ มือจะร้อนและไหม้พอง
ซึ่งจะเจ็บมาก ห้ามลูกเล่นไม้ขีดไฟและไฟแช็คโดยเด็ดขาด สอนให้ลูกบอกผู้ใหญ่ทันทีเมื่อเจอไม้ขีดไฟหรือไฟแช็ควางอยู่ในบ้าน (แสดงว่าคุณวางไว้ในที่ใกล้มือเด็กแล้วล่ะค่ะ)
- รู้จักใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
สอนให้ลูกรู้จักสวมใส่อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย เมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ เช่น ใส่หมวกนิรภัยเมื่อขี่จักรยาน ใส่เสื้อชูชีพเมื่อโดยสารเรือ ฯ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
- ถามคุณพ่อคุณแม่ก่อนออกนอกบ้านไปไหนกับคนอื่น
สอนให้ลูกขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่ก่อนออกไปข้างนอกกับคนอื่น ตั้งกฎกติกาเพื่อให้ลูกปฎิบัติตามทุกครั้งว่า ก่อนออกไปไหนมาไหนกับใครถึงแม้จะเป็นญาติกัน
หรือคนที่ลูกรู้จักดี เช่น เพื่อนข้างบ้าน ลูกต้องได้รับอนุญาตว่าให้ออกไปได้หรือไม่ และต้องแจ้งพ่อแม่ด้วยว่า ไปที่ไหน ไปอย่างไร และจะกลับมาเมื่อไหร่
- สอนให้ลูกระแวดระวังตัวเอง และสังเกตสถานการณ์รอบข้าง
สอนให้ลูกอยู่ห่างๆ จากคนแปลกหน้าที่มีลักษณะท่าทางไม่น่าไว้ใจ โดยหัดสังเกต เช่น ถ้ามีคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้ๆ แล้วพยายามเล่าเรื่องอะไรต่างๆ ให้ฟัง --ให้ขนม
หรือขอให้ลูกช่วยทำสิ่งต่างๆ ให้ -- พยายามเข้ามาใกล้ๆ เพื่อแตะตัวลูก โดยเฉพาะพยายามแตะส่วนของร่างกายที่อยู่ภายใต้ร่มผ้า ถ้าลูกยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า "ใต้ร่มผ้า"
ให้บอกลูกว่า คือ บริเวณส่วนของร่างกายภายใต้เสื้อผ้าที่ลูกสวมทับอยู่ บอกลูกว่า บริเวณของร่างกายที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าของลูก จะให้ใครมาแตะต้องไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิง
สอนให้ลูกเดินห่างๆ คนที่นั่งอยู่ในรถตู้ หรือรถยนต์ที่ติดฟิลม์มืด เพราะอาจอุ้มลูกขึ้นรถหนีหายไปได้ ย้ำให้ลูกรู้ว่า ปัจจุบันนี้ คนร้ายบางรายอาจใช้วิธีตีสนิทกับลูก
ด้วยการทำตัวเป็นผู้ใหญ่ใจดี ซื้อขนมให้ทาน หรือทำหน้าตาซื่อๆ เพื่อหลอกให้ลูกวางใจ เปรียบเทียบให้ลูกเห็นว่าคล้ายกับหมาป่าในนิทานหนูน้อยหมวกแดงที่แกล้งปลอมตัวเป็น
คุณยายนอนบนเตียงแล้วดัดเสียงหลอกให้หนูน้อยหมวกแดงตายใจ พอหนูน้อยหมวกแดงเข้ามาใกล้ๆ ก็จับหนูน้อยหมวกแดงกินเข้าท้องหายไปเลย ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงให้ลูกเข้าใจได้ง่าย
- รู้จักระวังภัยธรรมชาติ
สอนให้ลูกรู้ว่า เมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ควรรีบกลับเข้าบ้าน หรือเข้าใต้อาคารโดยเร็วที่สุด อย่าอยู่กลางแจ้งเด็ดขาด กรณีเกิดแผ่นดินไหว ควรรีบหมอบคุ้ดคู้ใต้โต๊ะ
ใช้มือกุมศีรษะไว้ หากเกิดภัยสึนามิ ควรรีบวิ่งขึ้นที่สูงโดยเร็ว โดยดูตามป้ายที่บอกทางหนีภัย ควรหมั่นฝึกซ้อมป้องกันภัยกันภายในครอบครัวเสมอเพื่อความไม่ประมาท
หรือลดอาการตื่นตระหนกจนเกินไป หากเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นจริง เพราะได้ผ่านการซ้อมหนีภัยไว้บ้างเล้ว
เด็กวัย 6 - 12 ปี
เด็กวัยนี้จะเริ่มใช้เวลาอยู่นอกบ้านและอยู่กับคนอื่นนอกจากพ่อแม่บ่อยขึ้น ดังนั้นจึงควรทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกันลูกหลงลืม ดังต่อไปนี้
- ยึดหลัก "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย"
สอนให้ลูกไปไหนมาไหนกับพี่ชาย น้องชาย หรือมีเพื่อนไปด้วยเสมอ พยายามอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ตามลำพัง ไม่ว่าจะออกไปขี่จักรยานเล่น หรือไปเข้าห้องน้ำสาธารณะ
- รู้จักปฎิเสธเสียบ้าง
บอกลูกว่า หากมีใครมาไหว้วานให้ลูกทำอะไรให้ ถ้าลูกรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจที่จะทำ ให้พูดปฏิเสธออกไป อย่าอ้ำอึ้ง เกรงใจ เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่กว่าหรืออะไรก็ตาม
สอนให้ลูกรีบบอกคุณทันทีที่มีเหตุการณ์คับข้องใจเหล่านี้เกิดขึ้น เพื่อคุณจะได้ช่วยพิจารณา และอธิบาย ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลให้ลูกฟัง
- พี่สอนน้อง
ส่งเสริมลูกคนโตให้ช่วยสอนน้องเรื่องความปลอดภัยด้วย นอกจากจะทำให้ลูกคนโตได้ทบทวนกฎกติกาเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยสร้างพื้นฐานการทำงานเป็นทีมระหว่างพี่กับน้องอีกด้วย
หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่คาดฝันเกิดขึ้น เพราะลูกทั้งคู่จะรู้ว่าควรปฎิบัติตนอย่างไร ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร
- เรียนรู้ได้ดีที่สุด ด้วยการลงมือทำบ่อยๆ
เพียงแค่คุณสอนเรื่องการรักษาความปลอดภัยของลูกด้วยวาจาอย่างเดียว ไม่น่าจะเพียงพอ คุณควรหมั่นทบทวน อบรมสั่งสอนลูกเรื่องความปลอดภัยเสมอๆ
ฝึกซ้อมโดยสมมุติเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น เพื่อทดสอบความรู้ ความเข้าใจของลูก ให้เกิดเป็นทักษะติดตัวลูกไปตลอดเวลา
สมัยนี้สังคมและสภาพแวดล้อมรอบตัวเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก ภัยก็มากขึ้น ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุด
คือสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองให้ได้ในยามคับขันและอย่าประมาท
เรื่องและภาพ: Thaiparents.com
back
บทความที่น่าสนใจอื่นๆ
ภาพ: น้อง Prichaya
>> 12 จุดในบ้านที่ควรระวังอันตรายสำหรับเด็กเล็ก
>> สอนลูกรักให้รู้จักความรับผิดชอบต่อสังคม
>> เรียนรู้พัฒนาการของลูกรักวัย 6 เดือน - 4 ขวบ
>> คุณหนูปลอดภัยในยานยนต์
>> เทคนิคจูงใจให้ลูกรับประทานอาหาร
| |
|