|
รายงาน วิจัยเร็วๆ นี้ พบว่า แม้เด็กๆ
จะไม่มีเพื่อนฝูงรายล้อมเป็นตัน แต่เขามีเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งหรือสองคน ก็สามารถทำให้เขาเติบโตขึ้น
เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีปัญหาทางจิตใจได้
หัวหน้าทีมวิจัย Cynthia Erdley, associate Professor ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเมน สหรัฐฯ
เปิดเผยถึงผลการวิจัยพบว่า เด็กที่ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนกลุ่มใหญ่ แต่ว่ามีเพื่อนสนิทหรืออยู่ในกลุ่ม
เพื่อนกลุ่มเล็กๆ เพียงแค่หนึ่งหรือสองคนก็จัดว่าไม่มีปัญหา เพราะการมีเพื่อนสนิท แม้จะเป็นกลุ่มเล็กก็สามารถ
ช่วยขจัดความอ้างว้าง ว้าเหว่ และความเครียดให้เด็กได้ดีเช่นกัน ทั้งนี้เพราะนักวิจัยทราบดีว่า หากเด็ก
ถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อนแล้วนั้น เด็กคนนั้นจะมีความเสี่ยงในการที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรม
และความคิดเป็นไปในทางลบต่อสังคมรอบข้าง และจะเป็นคนปรับตัวยากในการเข้าสังคม
ในรายงานล่าสุดเช่นกัน พบว่า เด็กที่ไม่มีเพื่อนสนิทแม้แต่คนเดียวก็กำลังเผชิญความเสี่ยงในเรื่องนี้เช่นกัน
เพราะจะเป็นเด็กที่มีความเครียด ความกดดันสูง ขี้วิตกกังวล ไม่มั่นใจในตนเอง ไม่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง
และมีความนับถือตนเองต่ำ การที่เด็กเป็นที่ยอมรับของกลุ่มเพื่อน การวิจัยพบว่า จะทำให้เด็กคนนั้นเป็นคนรู้จัก
เห็นอกเห็นใจผู้อื่น, มีความนับถือในตนเองสูง แต่ถ้าเด็กไม่มีเพื่อน ไม่รู้จักการสร้างมิตรภาพในหมู่เพื่อนฝูงแล้ว
เด็กจะรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากเมื่อไปโรงเรียน
คณะนักวิจัยได้ทำการทดสอบเด็กนักเรียนชั้น ประถม 3 - ประถม 6 จำนวน 192 คน เป็นเวลา 2 สัปดาห์
โดยให้เด็กระบุชื่อเพื่อนสนิทที่สุด 3 คน และคณะนักวิจัยจะทำการวิเคราะห์และจับคู่ชื่อเพื่อนที่เด็กให้มา
เช่นถ้าหากว่า เด็กให้ชื่อเพื่อนสนิท 3 คนคือ บิล, บ็อบ และจอห์น แล้วในสามคนนี้ ได้ระบุชื่อเพื่อนสนิท
เป็นสามคนนี้หรือไม่ เพราะนักวิจัยกำลังมองหาความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนสนิทกันนั้นต้องเป็นความ
สัมพันธ์ที่สนิทกันทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้สึกไปเองคนเดียว ะในการเป็นเพื่อนสนิทกันใน
ความหมายของคณะนักวิจัยนั้น หมายความว่า มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน, รู้สึกว่าเพื่อนคนนั้น
อยู่ข้างเดียวกันกับเรา เชื่อถือเรา เข้าข้างกัน ไว้ใจได้ ใกล้ชิดกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน และแบ่งปันความลับ
ซึ่งกันและกัน รวมทั้งกล้าเล่าเรื่องส่วนตัวให้เพื่อนคนนั้นฟัง
จากการทดสอบพบว่า มีเด็กบางคนประสบปัญหาความรู้สึกโดดเดี่ยว และกดดันระหว่างอยู่ในโรงเรียน
ถ้าไม่มีเพื่อนสนิท สิ่งที่นักวิจัยกำลังมองหาและนำมาเป็นตัวแปรคือ ความสนิทสนมในกลุ่มเพื่อน,
ความใกล้ชิด, ความชื่อสัตย์ต่อกัน, ความขัดแย้ง ไม่เห็นด้วย, ความถี่บ่อยของความขัดแย้ง
และวิธีการแก้ปัญหาเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นในหมู่เพื่อนฝูง
ในการคาดการณ์ว่าเด็กคนไหนดูท่าว่าจะมีความเครียด มีความกดดันในจิตใจนั้น เดิมนักวิจัยคาด
ว่าเด็กหญิงจะทำนายการว้าเหว่จากการไม่มีเพื่อนง่ายกว่า แต่จากผลการวิจัยพบว่า เด็กชาย
ทำนายง่ายกว่าคนไหนที่จะเป็นเด็กที่รู้สึกว่าตนเองกำลังโดดเดี่ยวและถูกกดดัน ทั้งนี้เพราะเด็ก
ผู้หญิงจะมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้องในการที่จะทำให้เป็นเด็กที่มีความเครียด ความกดดันสูง
นอกเหนือจากสาเหตุเครียดเพราะไม่มีเพื่อน
ผู้เชี่ยวชาญในทีมนักวิจัย ได้แนะนำให้พ่อแม่ผู้ปกครองทราบว่า การที่เด็กมีเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ
โดยเฉพาะการมีเพื่อนที่สนิท รักใคร่สนิทสนมกันเป็นสิ่งที่ดีมาก สำหรับเด็กในการเติบโตต่อไป
เป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ที่มีอารมณ์มั่นคง เชื่อมั่นในตนเอง
ซึ่ง ดร.ลีออง ฮอฟแมน นักจิตวิทยาเด็ก แห่งสมาคมจิตแพทย์เด็กแห่งนิวยอร์คก็เห็นด้วย
โดยให้ความเห็นว่า มิตรภาพระหว่างเด็กด้วยกันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสุขภาพจิต
มิตรภาพระหว่างเพื่อนสนิทสำคัญมากกว่า การได้รับการยอมรับในกลุ่มเพื่อนเสียอีก
คำแนะนำบางประการจากคณะนักวิจัยเรื่องมิตรภาพระหว่างเพื่อนสนิทนั้น นักวิจัยแนะนำว่า
พ่อแม่ผู้ปกครองควรสังเกตดูว่า ลูกของตนนั้นมีท่าทีน่าจะมีความลำบากในการคบเพื่อนฝูงหรือไม่
เช่น ลูกไม่เคยเล่าให้ฟังถึงเพื่อนฝูงในห้องหรือเพื่อนที่โรงเรียนเลย, ไม่เคยมีเพื่อนโทรศัพท์มาหา
ลูกที่บ้าน หรือไม่เคยได้รับคำเชิญให้ไปงานใดๆ ที่เพื่อนในห้องจัดขึ้นเป็นส่วนตัวเลย นี่อาจเป็น
การเตือนว่าลูกไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท และลูกมีท่าทีไม่อยากไปโรงเรียน แต่การไม่อยากไปโรงเรียน
ของลูกต้องดูด้วยว่าเป็นเพราะไม่ค่อยมีเพื่อน หรือถูกรังแกเมื่ออยู่ในโรงเรียน
แต่ถ้าหากว่า ลูกมีเพื่อนคุยสนิทสนมเพียงแค่คนหรือสองคน หรืออยู่ในกลุ่มเล็ก หรือแม้แต่คบ
เด็กรุ่นน้อง ก็ยังไม่มีอะไรต้องวิตกกังวล อาจจะเป็นไปได้ว่า ลูกชอบคบนร.รุ่นน้องเพราะกำลังฝึก
ทักษะการเข้าสังคมกับเพื่อน เพราะบางทีการเข้ากันได้กับเด็กรุ่นน้องอาจง่ายกว่ากับเพื่อนรุ่นเดียวกัน
พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็มีส่วนสำคัญในการช่วยลูกให้รู้จักเข้าสังคม คบเพื่อนฝูง โดยอาจเชิญเพื่อนลูก
ให้มาเล่นที่บ้าน หรือจัดงานสังสรรค์เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเพื่อนฝูงให้ลูก หรืออาสาขับรถพาลูก
และเพื่อนลูกไปยังที่ต่างๆ แต่การเข้าไปเกี่ยวข้องกับเพื่อนลูกมากเกินไปก็ไม่เกิดผลดีเช่นกัน
เด็กๆ ควรได้รับการแนะนำ ส่งเสริมให้รู้จักสร้างสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนฝูง แต่หลังจากนั้น
เด็กต้องช่วยเหลือตัวเองในการสร้างสัมพันธภาพให้ใกล้ชิด และตัดสินใจเลือกเพื่อนสนิทด้วยตัวเอง
โดยมีพ่อแม่คอยดูอยู่ห่างๆ
back
| |
|