|
ข่าวสุขภาพ >
พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้มีตู้ขายขนมขบเคี้ยวในรร.
|
28 พฤศจิกายน 2548
พ่อแม่และผู้ปกครองเรียกร้องให้โรงเรียนยกเลิกการตั้งตู้ขายขนมขบเคี้ยวอัตโนมัติในโรงเรียน
หลังจากที่แพทย์เตือนว่า บรรดาเด็กหนุ่มออสเตรเลียนครึ่งประเทศจะประสบปัญหาโรคอ้วนภายในปี 2025
สมาคมแพทย์ออสเตรเลีย (The Australian Medical Association - AMA)ออกข้อเรียกร้องเมื่อวันจันทร์ที่ 28 พย. 48
ให้โรงเรียนทุกแห่งที่ติดตั้งเครื่องขายขนมขบเคี้ยวน้ำอัตโนมัติ จัดขายเฉพาะน้ำเปล่าในตู้เท่านั้น
ยกเลิกการขายขนมขบคี้ยวทุกชนิดในตู้อัตโนมัติ รวมทั้ง ขอให้รร.ยกเลิกการจัดขายชอคโกแลต
เพื่อหาทุนให้รร., จัดให้โรงอาหารขายอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเท่านั้น
และให้งดการโฆษณาประชาสัมพันธ์อาหารขยะ (Junk food) โดยตรงกับเด็กนักเรียน
เชอริล บราน์ลี แห่งสมาพันธ์พ่อแม่และประชากรรัฐนิวเซาธ์เวลส์ อสสเตรเลียเองก็เห็นด้วย
เธอกล่าวว่า "เราไม่ต้องการเครื่องขายขนมขบเคี้ยวอัตโนมัติในโรงเรียน จบ"
ทางด้านผู้อำนวยการสภาโรงเรียนเอกชน บิล เดเนียลยิ่งเห็นด้วยใหญ่ เพราะเขาบอกว่า
ไม่ควรมีเครื่องขายขนมขบเคี้ยวอัตโนมัติอยู่ในทุกสถานที่ที่มีเด็กๆ อยู่ด้วยซ้ำไป
แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละโรงเรียนด้วย
ทางด้าน เกรก โดนัลสันแห่งสมาพันธ์พ่อแม่และประชากรรัฐควีนส์แลนด์ มีความเห็นต่างไปว่า
ผู้ที่มีการศึกษาจะเข้าใจการใช้ชีวิตอย่างไรให้มีสุขภาพดี ฉะนั้นควรใช้วิธีที่ก่อให้เกิดผลดี
นอกจากการระงับใช้เครื่องขายขนมขบเคี้ยวอัตโนมัติ
Mukesh Haikerwal ประธานสมาคมแพทย์ออสเตรเลีย ระบุว่า ต้องส่งสัญญาณให้เด็กๆ
ทราบถึงความสำคัญในเรื่องการกินอาหารที่มีประโยชน์ และควรเริ่มนิสัยการกินที่ถูก
หลักโภชนาการที่ดีตั้งแต่ยังเล็ก เพราะงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่า
มีเด็กออสเตรเลียจำนวน 1.5 ล้านคนเป็นโรคอ้วน จากปี 1980 - 1990 จำนวน
เด็กที่เป็นโรคอ้วนสูงขึ้นเป็น 2 เท่า และในไม่ช้า จำนวนเด็กอ้วนจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า
ทางด้าน นายโทนี แอบบอท รัฐมนตรีสาธารณสุข ปฏิเสธที่จะดำเนินการตามความต้อง
การของพ่อแม่ในเรื่องสั่งการระงับโฆษณาอาหารขยะ โดยกล่าวว่า วิกฤติการเป็นโรคอ้วนของเด็กๆ
นั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องให้ความเอาใจใส่เอง
ความเห็นของรมต.สาธารณสุข ทำให้โฆษกด้านสาธารณสุขของพรรคฝ่ายค้าน จูเลีย กิลลาร์ดออกโรงค้านนายโทนี
แอบบอท ว่า ควรหยุดโทษพ่อแม่ในเรื่องเป็นตัวการทำให้เด็กอ้วน เพราะพ่อแม่เองก็มีบทบาทใน
การควบคุมดูแลนิสัยการกินของลูกอยู่แล้ว แต่นั่นยังไม่เพียงพอสำหรับรมต.สาธารณสุขใน
การละเลยบทบาทเพื่อช่วยเหลือพ่อแม่เรื่องโรคอ้วนของเด็ก
ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน 2548
คำว่า "อาหารขยะ ( Junk Food)" นั้น
ภญ.ดร.ฤดีกร วิวัฒนปฐพี แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตหาดใหญ่ สงขลา ให้คำจำกัดความไว้ในเวบไซต์ดังนี้
http://drug.pharmacy.psu.ac.th/Question.asp?ID=345&gid=9
"อาหารขยะ หรือ Junkfood เป็นคำรวมที่ใช้เรียกอาหารปรุงสำเร็จหลายอย่าง ตั้งแต่ ขนมหวาน ลูกกวาด มันฝรั่งทอดกรอบ
น้ำอัดลม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเบอร์เกอร์เนื้อสับ เป็นต้น โดยทั่วไปจะหมายถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ
และประกอบด้วยเกลือ น้ำตาล ไขมัน หรือ คาลอรีในปรืมาณสูง
การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำโดยไม่มีอาหารอื่นๆร่วมด้วยย่อมทำให้ขาดสารอาหาร วิตามินและ
เกลือแร่ที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบต่างๆของร่างกายเช่น มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ต้านทาน
โรคได้น้อยลง เป็นต้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารขยะจะทำให้ได้ใยอาหารน้อยทำให้การขับถ่าย
ไม่เป็นปกติ ในขณะเดียวกันน้ำตาล เกลือ ไขมันที่ได้รับมากเกินพออาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วน
โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคข้อ เบาหวาน เป็นต้น
Ref:
http://www.dietitian.com/junkfood.htm
รู้คุณรู้โทษโภชนาการบ. รีดเดอร์ ไดเจสต์ 2543.
บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ธรรมชาติบำบัด วิถีสุขภาพแนวใหม่ 2535.
บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Junk food หาอ่านได้ที่ http://www.cnn.com/2000/HEALTH/03/14/teen.arteries/
และบทความ "Healthy diet key for active teens"
http://www.cnn.com/2000/HEALTH/children/11/03/teen.nutrition/index.html"
คำจำกัดความ "อาหารขยะ (Junk Food) โดย ภญ.ผศ.ดนิตา ภาณุจรัส
ภาควิชาเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
คำว่า Junk Food เป็นศัพท์แสลงของอาหารที่มีสารอาหารจำกัด หรือที่เรียกกันว่า อาหารขยะ
อาหารไร้ประโยชน์ อาหารที่นักโภชนาการไม่เคยแนะนำ อะไรทำนองนี้ แต่ขึ้นชื่อว่า Junk Food
จะต้องประกอบด้วยสารอาหารที่ให้พลังงานเป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำตาล ไขมัน แป้ง
และมีส่วนประกอบโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ น้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม
รสหวาน ลูกอม หมากฝรั่ง ขนมหวานทุกชนิด อาหารทอด อาหารจานด่วนบางชนิด
และน้ำอัดลม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Empty Calorie มีความหมายว่า
ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เลย เทียบกับอาหารไทยโดยพื้นฐานแล้วในหนึ่งจาน
ให้คุณค่าหลากหลาย ไขมันต่ำกว่า อุดมด้วยสมุนไพรที่เป็นคุณต่อสุขภาพ
แต่ด้วยความเร่งรัดของวิถีชีวิต ทำให้คนไม่มีเวลาเลือกหา และไม่ยอมเสีย
เวลาปรุงอาหารรับประทานเอง อย่างน้อยหนึ่งมื้อในหนึ่งวันของใครหลายคน
จึงเลือก Junk Food เป็นทางออก ขณะเดียวกันก็ยอมเสียสตางค์แพงๆ
เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาเติมเต็มทดแทนส่วนที่ขาดหายไป
ถ้าคนไทย
ไม่รู้จักแฮมเบอร์เกอร์ เฟรนซ์ฟราย พิซซ่า แต่ยังคงกินน้ำพริกปลาทู ข้าวกล้อง
ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง แกงส้ม
โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน เบาหวาน
และอื่นๆ อีกมากมายก็ไม่น่าจะเจอในคนอายุน้อยๆ เหมือนที่พบมากในปัจจุบัน
ที่สำคัญเงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศจำนวนมหาศาลต่อปี
Ref: http://www.pharm.su.ac.th/thai/Organizations/DIS/Articles/health027.asp
ลิงค์เพิ่มเติมเกี่ยวกับ อาหารขยะ (Junk Food) เข้าไปอ่านกันได้ที่นี่ค่ะ
http://www.elib-online.com/doctors46/food_garbage001.html
http://www.greenworld.or.th/1_gwm_12_4.htm#อาหารขยะแปลงร่าง%20เบื้องหลังความอร่อยแบบโลกาภิวัตน์
โรคอ้วนในเด็ก
http://nutrition.anamai.moph.go.th/fatboy.htm
back
| |
|