Poj
Ploy
ความพยายามและสติปัญญาของมวลมนุษย์ทำให้เราเจริญก้าวหน้าและมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายดังเช่นยุคสมัยปัจจุบัน แต่ในอนาคตจะเป็นเช่นไรนั้นคงต้องฝากความหวังไว้กับเยาวชนของเรา

ข่าวสุขภาพ  >

สหรัฐกระตุ้นแม่มือใหม่ให้นมบุตรมากขึ้น
โดย Thaiparents.com, 23 กันยายน 2552







พฤหัสบดี 13 สิงหาคม 2552, (Healthday News) - หลังการสำรวจพบว่า ผู้หญิงหลังคลอดที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ยังมีจำนวนไม่มากเท่าที่ควร หน่วยงานสำคัญในสหรัฐฯ 2 หน่วยงาน จึงตัดสินใจที่จะดำเนินการทุกวิถีทางในการผลักดันให้แม่หลังคลอดหันมาให้นมบุตรกันมากขึ้น

หน่วยงานที่ว่า ก็คือ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (U.S. Centers for Disease Control and Prevention - CDC) และ สถาบันสุขภาพสตรี (the Office of Woman's Health) นั่นเอง ทั้งสองหน่วยงานนี้ เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงสาธารณสุข จึงจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ในการค้นหามาตรการ ที่จะกระตุ้นให้แม่คลอดใหม่ให้นมบุตรกันมากขึ้น

Dr. Sheela R. Geraghty, ผู้อำนวยการศูนย์นมแม่ แห่งโรงพยาบาลเด็กซินซินเนติ ระบุว่า "การให้นมแม่เป็นการพัฒนาให้สุขภาพของแม่และลูกสมบูรณ์ดีขึ้น ทั้งยังช่วยประหยัดด้านเศรษฐกิจอีกด้วย เนื่องจากลดภาระค่าใช้จ่ายด้านนมผงและขวดนม"

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังออกพิมพ์เขียวว่าด้วยการผลักดันให้มีการให้นมแม่มากขึ้น จากสถิติของ CDC เกี่ยวกับมารดาให้นมแม่ภายในวันแรกหลังคลอด, ให้นมแม่จนทารกอายุ 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ มีรายงานดังนี้

ในปี 1999 จำนวนผู้หญิงที่ให้นมแม่ภายในวันแรกหลังคลอดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ประมาณ 68% และเพิ่มอัตราจำนวนเปอร์เซ็นต์เป็น 74% ในปี 2005-2006

ในปี 1999 จำนวนผู้หญิงที่ให้นมแม่จนทารกอายุครบ 6 เดือน มีจำนวน 32% ในปี 2005-2006 ผู้หญิงที่ยังให้นมแม่จนทารกอายุ 6 เดือนมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 43%

เมื่อทารกอายุ 1 ปี ผู้หญิงที่ยังให้นมแม่ลดลงเหลือ 15% ในปี 1999 เปรียบเทียบกับปี 2005-2006 ผู้หญิงให้นมแม่จนลูกอายุครบ 1 ปี มีจำนวน 22%

สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐฯ และองค์การ World Health Organization (WHO) แนะนำให้มารดาเลี้ยงทารกด้วยนมแม่เดียวจนกระทั่งทารกอายุครบ 6 เดือน จากนั้นจึงค่อยให้อาหารเสริม

นมแม่ได้รับการวิจัยแล้วว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับมารดาและทารก เช่น ทารกที่กินนมแม่มีโอกาสเสี่ยงลดลง ที่จะมีอาการ SID (Sudden infant Death Syndrome) คืออาการเสียชีวิตอย่างเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างนอนหลับ นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงน้อยลงที่จะเป็นโรคอ้วน และหืดหอบ

สำหรับมารดาที่ให้นมแม่ยังมีความเสี่ยงน้อยลงที่จะเป็นมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม และโรคกระดูกพรุนในภายหลัง


Dr. Geraghty ระบุว่า อุปสรรคในการส่งเสริมให้มารดาเลี้ยงทารกด้วยนมแม่อีกประการหนึ่ง คือ วัฒนธรรมในการแยกจากกันของแม่และลูก เนื่องจากแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน หลังครบกำหนดลาคลอด รวมทั้งโรงพยาบาลหลายแห่งมีนโยบายแยกแม่กับลูกหลังคลอดใหม่ๆ

Dr. Michael Giuliano ผู้อำนวยการศูนย์ทารกแรกเกิดแห่ง Hackensack University Medical Center ใน New Jersey กล่าวต่อไปว่า "ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในการให้นมบุตร คุณต้องให้แม่และทารกแรกเกิดอยู่ด้วยกันตลอดเวลา หรืออยู่ด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

ผู้หญิงวัยตั้งครรภ์ส่วนมากทำงานนอกบ้านกันทั้งนั้น บางรายกลับไปทำงานหลังคลอดเร็วมาก เพียงแค่ 6 สัปดาห์ก็กลับไปทำงานแล้วก็มี นับเป็นสิ่งที่แทรกแซงการให้นมแม่เป็นอย่างมาก สำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ แม่วัยทำงานจึงต้องปั๊มนมแม่ในที่ทำงานเพื่อเก็บไว้ให้ลูกกินที่บ้าน บางครั้งนับเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับแม่บางรายที่ทำงานนอกบ้านเพราะไม่มีเวลาปั๊มนม ไม่สะดวกในการปั๊มนม หาสถานที่ปั๊มนมไม่ได้ ฯ จึงเลิกให้ทารกกินนมแม่ไปโดยปริยาย

อุปสรรคอีกประการหนึ่ง คือ ผู้หญิงหลายคนที่เป็นแม่ทุกวันนี้ ไม่ได้ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่ขณะเป็นทารก หรือไม่ก็ ไม่ค่อยได้เห็นภาพญาติพี่น้อง ให้นมแม่จนเกิดความเคยชิน กล่าวคือไม่มีต้นแบบการให้นมแม่เพื่อให้เกิดความรู้สึกอยากทำตาม

Dr. Geraghty กล่าวว่า "ถ้าเรานับรวมอุปสรรคเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้วจะเห็นว่า ผู้หญิงหลังคลอดต้องเผชิญความท้าทายในการให้นมแม่อย่างยิ่งเชียวละ"

Dr. Giuliano ค่อนข้างเห็นด้วยในประเด็นนี้ กล่าวว่า "ผู้หญิงหลังคลอดหลายรายประสบความลำบากในการให้นมแม่ และยังไม่มีสมาชิกในครอบครัวรุ่นก่อนๆ คือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ ที่จะอยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจ ให้คำแนะนำและช่วยเหลือ เราพบว่า ผู้หญิงต้องการแรงสนับสนุน และใช้เวลาในการปรับตัว และควร ได้รับการฝึกฝนการให้นมแม่ โรงพยาบาลของเราจึงต้องจ้างเจ้าหน้าที่เฉพาะด้านที่คอยให้คำแนะนำช่วยเหลือเรื่องการให้นมแม่แก่หญิงหลังคลอดจนพวกเธอเหล่านั้น ประสบความสำเร็จในการให้นมแม่"

Dr. Geraghty กล่าวสรุปท้ายว่า "จุดมุ่งหมายของเราคือ ต้องการให้ผู้หญิงให้นมแม่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควรได้รับประสบการณ์ที่ดีจากการ ให้นมแม่ด้วย...."


นั่นสิคะ ในประเทศไทยเอง จะเห็นได้ว่า หลายหน่วยงานได้ออกมาสนับสนุนและส่งเสริมการให้นมแม่กันมากขึ้น ดังนั้น หากเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ ขอเชิญชวนให้ตั้งใจ และปวารนาตัวไว้เลยว่า เมื่อคลอดลูกแล้ว เราจะมุ่งมั่นให้นมแม่แก่ลูกของเรา แม้ว่าช่วงเริ่มต้นอาจยากลำบากสักนิด แต่เมื่อเข้าที่แล้ว จะมีแต่ความสุขใจ (และคล่องแคล่ว) ในการให้นมแม่ ลูกเราเองก็ได้รับประโยชน์จากนมแม่อย่างเต็มที่

สำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมแม่อยู่ ขอให้ทำต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นะคะ ให้นมแม่จนลูกอายุครบ 1 ปีไปเลยก็จะดีค่ะ ผู้เขียนเอง ให้นมแม่แก่ลูกสาว 2 คนด้วยเหมือนกัน คนแรกให้จนลูกอายุ 4 เดือน ส่วนคนที่สองให้นมแม่จนลูกอายุครบ 1 ปีเลยค่ะ ปั๊มนมในที่ทำงานนี่แหล่ะค่ะ ขอให้คุณแม่ทุกคนประสบความสำเร็จในการให้นมแม่นะคะ



ข้อมูล: สำนักข่าว Healthday
ภาพ: ขอบคุณภาพประกอบจาก www.irishhealth.com
เรียบเรียงโดย: แม่อ้อม



back


INSIDE THAIPARENTS.COM

ทารกแรกเกิด - 1 ขวบ>>
(นายแบบ: น้อง Brady)

เด็กวัย 1 - 5 ขวบ>>

Copyright Thaiparents.com




มุมการกุศล : Charity area




Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Copyright Thaiparents.com 2000
All rights reserved