Poj
Ploy












มุมแม่บ้าน

ท่องเที่ยว

Birth Announcement

Thought for the week

Top Ten Lists to
Love Pregnancy

Q&A : คุณลุงใหญ่
แง่มุมการศึกษา
การเรียนรู้ของเด็กๆ

Birth Story

Birth Announcement
เชิญประกาศข่าวการคลอดที่นี่

Read your mails

We just want to create a nice atmosphere and a loving planet for our children and families.....

Webguide
vilaszoo

เกมส์สนุกๆสำหรับเด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป แต่คุณแม่ต้องนั่งเล่นกับลูกด้วยนะคะ


Olympic for Kid
มีรูปต่างๆ ให้ลูกระบายสีเล่นกันดีกว่า มีให้เลือกมากมาย Print ออกมาได้เลย


Parenting Tips

เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยต่างๆ
ชวนลูกน้อยทานผลไม้กันเถอะ
สิ่งที่ตามมา หากลูกไม่รู้จักคำว่า "หยุด!"
ลูกชอบกัด - ทำอย่างไรดี?
เด็กๆ ฟังอยู่ คุณแม่รู้มั้ย?
ลูกไม่ป็อป - ทำอย่างไรดี?
เก็บยาฆ่าแมลงให้พ้นมือเด็ก
ศิลปะในครอบครัว ตอน รูปถ่ายแสนรัก
ถ้าต้องหย่าร้าง - ต้องให้ความมั่นใจกับลูกรัก
การป้องกันไข้หวัดให้ลูกรัก
เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
ให้เวลากับลูกกันเถอะค่ะ
ทำไงจึงจะเข้าใจลูกวัยใส
ลูกร้องอาละวาดต่อหน้าธารกำนัลทำไงดีล่ะ?
เปลี่ยนผ้าอ้อมให้นักดิ้นตัวน้อย!
มาออกกำลังกายทั้งครอบครัวกันเถอะ
จัดการยังไงดีกับพฤติกรรมหยาบคายของลูก
เมื่อลูกร้องโวยวายตามห้างสรรพสินค้า
อาการปวดตาของเด็กยุคดอทคอม
อันตรายจากผ้าปูที่นอน
ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียวเมื่อไหร่ดีหนอ?
คุณยายขา กรุณาเก็บยาให้พ้นมือหลานรัก!!
กระซิบคำหวานข้างหูลูกรัก
เด็กๆ กับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เก็ต
เพิ่มพูนคำศัพท์และความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูก
ลูกชอบทะเลาะกัน ทำไงดี?
การแปรงฟันที่ถูกวิธี
เคล็ดลับสร้างฟันสวยให้ลูกน้อย
ทำอย่างไรให้ลูกปลอดภัยจากการถูกสุนัขกัด



เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยต่างๆ

เคล็ดลับส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยต่างๆ

มานับเลขกัน

เมื่อลูกอยู่ในวัยเตาะแตะเริ่มหัดเดิน พ่อแม่สามารถค่อยๆ จูงลูกขึ้นบันไดแล้วนับขั้นบันไดทีละขั้น ให้ลูกฟัง 1-2-3-4 ...... พร้อมกับชวนลูกนับไปด้วย หากทำทุกวันเมื่อขึ้นบันไดไปทุกครั้ง เป็นสอนให้ลูกรู้จักตัวเลขไปพร้อมกัน

ป้ายทะเบียนรถน่าจดจำ

เมื่อนั่งรถออกไปข้างนอก ลองชวนลูกดูป้ายทะเบียนรถต่างๆ ที่เป็นพยัญชนะภาษาไทย พร้อมอ่านหมายเลขไปด้วย ภษ 2550 กข 7458 พศ 7485 ฯ หรือสังเกตชื่อจังหวัดต่างๆ ที่ป้ายทะเบียนรถด้วยก็ยังไหว.... แก้เบื่อระหว่างทางอีกต่างหาก

ทดสอบความจำหนูน้อยวัย 3 ขวบ

หลังจากโรงเรียนอนุบาลเลิก เมื่อคุณพ่อคุณแม่ไปรับลูกกลับบ้าน ลองทบทวนความจำของลูกหน่อยว่า จดจำเรื่องราว หรือชีวิตประจำวันต่างๆ ขณะอยู่ในโรงเรียนได้มากน้อยแค่ไหน ชวนลูกพูดคุย ถามไถ่ถึงกิจวัตรประจำวันที่ลูกทำ เช่น วันนี้ลูกทานอาหารกลางวันอะไรบ้าง? ถ้าลูกจำไม่ได้ อาจช่วยถามเพิ่มเติม เช่น เป็นเนื้อหมู หรือไก่? ทานข้าว หรือก๋วยเตี๋ยว? ใส่อะไรบ้าง? มีผักมั้ย? วันนี้คุณครูให้เล่นเกมส์อะไรบ้าง? ฯลฯ

เล่นเกมกับฝาจุกขวดนม

ฝาจุกขวดนม เก่าแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง เก็บไว้เล่นเกมเสริมความรู้กับลูกได้นะคะ

ยิ่งมีหลายไซส์ยิ่งดี สีขาวใส หรือเหลืองแบบยางก็ได้ รวบรวมได้แล้ว นำมาให้ลูกเล่นเกมจับกลุ่มแยกประเภทได้ เช่น ฝาจุกนมสีเหลืองยางกลุ่มหนึ่ง ฝาจุกยางแบบขาวใสอีกกลุ่มหนึ่ง หรือ แยกเป็นขนาดของงฝาจุกชวดนม เช่น ขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ นอกจากนั้น นำมาสอนลูกนับเลขทีละ 1 - 2 - 3 - 4 - 5 จนถึง 10 ก็ได้ค่ะ

วัยเตาะแตะเรียนรู้ ก ข ค ง ....

เขียนตัวพยัญชนะ ก ตัวใหญ่ เต็มกระดาษขนาด A4 แล้วจับมือลูกลองลากไปตามเส้น พยัญชนะ ก แล้วพูดว่า ก.ไก่ ให้ลูกฟัง และให้ลูกออกเสียงตาม หลังจากนั้น หาข้าวของเครื่องใช้ประจำวันที่ลูกคุ้นเคย ที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ ก เช่น กล่อง นำมาให้ลูกดู, จับ, เล่น แล้วพูดว่า ก - กล่อง, หาแก้วน้ำ (ที่ตกไม่แตก เช่น แก้วพลาสติคที่ลูกใช้ดื่มน้ำประจำวัน) ส่งให้ลูกจับ, ดู แล้วพูดว่า ก - แก้วน้ำ ทำเช่นนี้กับพยัญนะอื่นๆ เช่น ข, ค, ง ฯ บ่อยๆ ทุกวัน ลูกจะเรียนรู้พยัญชนะไทยได้มากขึ้น

หวังว่า คงจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่บ้างไม่มากก็น้อยนะคะ



ชวนลูกน้อยทานผลไม้กันเถอะ

ชวนลูกน้อยทานผลไม้กันเถอะ

วิธีหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยให้ลูกๆ หันมารับประทานผลไม้ได้มากขึ้น นั่นคือ อาจจะนำผลไม้มาปั่นในรูปแบบของ "สมูทตี้" ให้ลูกๆ ทาน สมูทตี้เป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ที่มีลักษณะคล้ายมิลค์เชค แต่มีรสชาติและคุณค่าของผลไม้เต็มเปี่ยม

ลองหัดทำ "สมูทตี้" สูตรง่ายๆ กันดีมั้ยคะ?

บานาน่าสมูทตี้ (Banana Smoothie)

ส่วนผสม
นมสด 1/2 ถ้วย
กล้วยหอม 1 ผล
โยเกิร์ตรสผลไม้ หรือรสธรรมชาติ 1/4 ถ้วย
น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา
ไอศกรีมวานิลา 1-2 ก้อน

วิธีทำ
  • นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ในเครื่องปั่นน้ำผลไม้
  • ปั่นจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
  • เทใส่แก้วใบสวย อ้อ แก้วควรแช่ตู้เย็นให้เย็นจัดซะหน่อยนะคะ จากนั้นเสิร์ฟได้เลยค่ะ
คุณพ่อคุณแม่สามารถลองทำสมูทตี้สูตรอื่นๆ ได้จาก มุมแม่บ้าน ค่ะ http://www.geocities.com/momzone2002/refres_29.html#smoothie003
back



สิ่งที่ตามมา หากลูกไม่รู้จักคำว่า "หยุด!"

หากพ่อแม่ผู้ปกครองเลี้ยงดูเด็ก โดยไม่เคยเอ่ยปากห้ามลูกแม้แต่น้อย เมื่อลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม คนที่รับกรรมนอกจากจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กคนนั้นแล้ว ยังรวมถึงคนที่อยู่ร่วมสังคมด้วยนั่นเอง!

ครอบครัวเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน หากเด็กๆ เติบโตขึ้นมาโดยได้รับการเลี้ยงดูชนิดที่พ่อแม่ไม่เคยห้ามปรามลูกเลย ไม่ว่าจะประพฤติปฏิบัติตัวรบกวน ก่อความรำคาญ และสร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้างขนาดไหน เด็กเหล่านี้จะเรียนรู้แต่ว่า การกระทำที่สร้างความรบกวนคนอื่นนั้น เป็นพฤติกรรมที่ยอมรับได้ในครอบครัวและคนใกล้ชิด

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเพื่อใช้ชีวิตในสังคม ก็ย่อมจะมีทัศนคติการมองโลก และการแสดงออกในสังคมที่ไม่รู้ว่าขอบเขตจำกัดของพฤติกรรมของเขาควรอยู่ในระดับใด และคิดว่าคนในสังคมยอมรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเขาได้เช่นกัน

และนั่น....หมายความว่า เขาจะสร้างปัญหาหนักใจให้คนในสังคมที่เขาใช้ชีวิตร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นในฐานะ สามี/ภรรยา, พ่อแม่, ลูกจ้าง, นายจ้าง, เพื่อนบ้าน และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง

ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองที่กำลังเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาในขณะนี้ ควรรู้จัก เอ่ยปากห้ามปรามลูกหากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม สร้างความรำคาญแก่ผู้อื่น เช่น วิ่งเล่นเสียงดังเกินไปในที่สาธารณะ, ดึง กระชาก ทำความเสียหายให้อุปกรณ์ของใช้สาธารณะ, วิ่งไล่กันในร้านอาหารเกือบชนพนักงานเสริฟที่กำลังยกจาน, กระโดดโลดเต้นบนโซฟารับแขกของร้านขณะคุณพ่อคุณแม่กำลังติดต่อร้านค้า ฯ

การรู้จักตั้งกฎกติกา และขอบเขตให้ลูกปฏิบัติตาม ฯ ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์สำหรับคนในครอบครัวเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมด้วย
back



ลูกชอบกัด - ทำอย่างไรดี?

เด็กเล็กๆ ที่มีนิสัยชอบกัดคนอื่น นับว่าเป็นปัญหาหนักใจที่ท้าทายคุณพ่อคุณแม่ไม่ใช่น้อย

ถึงแม้ว่าบางครั้งการกัดจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การพัฒนาการของลูกเป็นไปอย่างปกติธรรมดา

แต่ สมาคมจิตแพทย์เด็กและเยาวชนแห่งสหรัฐอเมริกา ยังยืนยันว่า เด็กที่มีนิสัยชอบกัดคนอื่นนั้น บ่งบอกถึงการมีปัญหาทางพฤติกรรมของเด็ก

คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครอง ถ้าเจอกับพฤติกรรมชอบกัดของลูก จะทำอย่างไรดี?
  • ถ้าลูกหันมากัดแขนคุณแม่เข้าให้ อันดับแรก - อย่ากัดตอบนะคะ ให้ถือคติว่า "ลูกกัด อย่ากัดตอบ" เอ้า อย่าหัวเราะนะคะ คุณแม่บางคนใจร้อน กำลังโมโห เจอลูกกัดแขนเข้าให้ เลยกัดลูกตอบ เพื่อแสดงให้ลูกเห็นว่า กัดคนอื่นนี่เจ็บนะ เจ็บอย่างไร เลยกัดตอบให้รู้สึกเสียเลย....บางคน ลูกหยิก เลยหยิกลูกคืน ให้ลูกรู้สึกว่า "เป็นไง เจ็บมั้ย" ทำนองนี้

    ทั้งนี้ เพราะผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า จะเป็นการเพิ่มดีกรีความรุนแรงให้เด็ก โดยให้ความเห็นว่า เด็กๆเรียนรู้จากการกระทำของพ่อแม่ และเรากำลังแสดงการใช้ความรุนแรงตอบโต้ลูกกลับคืน
  • พยายามค้นหาสาเหตุว่าทำไมลูกจึงมีนิสัยชอบกัด เป็นเพราะลูกโมโห โกรธ, สับสน, หรือ รู้สึกสนุก ต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนใกล้ชิด
  • เมื่อลูกกัดคนใกล้ชิด ให้แยกลูกออกจากสถานการณ์ตรงนั้นก่อน เช่น ถ้าเล่นกับเพื่อน แล้วกัดเพื่อน ก็ขอโทษเด็กคนนั้น พูดปลอบใจ ชมเชยให้เด็กคนนั้นเข้มแข็ง (ถ้าดูรอยกัดแล้วไม่เป็นไร หากมีบาดแผลก็ควรปฐมพยาบาลก่อน) จัดการแยกลูกออกมาจากสถานการณ์ดังกล่าว ใช้ "เวลานอก" กับลูก ให้นั่งนิ่งๆ อยู่เฉยๆ เพื่อระงับสติอารมณ์ แล้วค่อยไต่ถามหาสาเหตุ

back



เด็กๆ ฟังอยู่ คุณแม่รู้มั้ย?

บางครั้งเราคิดว่า พูดไปลูกก็ไม่ฟัง หรือ ถึงฟังลูกก็ไม่รู้เรื่องหรอก.....

ผิดค่ะ - เด็กๆ กำลังฟังอยู่นะคะ บางทีลูกอาจไม่เข้าใจความหมาย แต่ลูกพอเข้าใจจากท่าทางการแสดงออกของพ่อแม่ โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว

เด็กๆ เรียนรู้สิ่งต่างๆ โดยเฉพาะด้านพฤติกรรมจากพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยู่ใกล้ชิดเขา หากคุณแม่นินทาคนอื่นบ่อยๆ, แสดงท่าทีเกลียดชัง / ไม่ชอบหน้าคนนั้น, แสดงการใช้อำนาจบาตรใหญ่, แซงคิวคนอื่น ฯ การกระทำเหล่านี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก และเกิดการเลียนแบบโดยปริยาย

ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่เป็นต้นแบบของลูก ควรแสดงพฤติกรรมในแง่บวก เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกๆ เพื่อจะได้ประพฤติปฏิบัติตาม โดยไม่ต้องพร่ำสอนสั่งกันซ้ำเล่าซ้ำเล่า หากเผลอตัวแสดงกิริยาท่าทางไม่ดี พูดส่อเสียดว่าร้ายผู้อื่น เมื่อรู้ตัว ก็ควรบอกลูกว่า "ขอโทษจ้ะ แม่อารมณ์เสียไปหน่อย คราวหลังแม่จะไม่พูดแบบนี้อีกแล้วนะ ลูกอย่าทำตามนะจ๊ะ การพูดคำหยาบเป็นสิ่งไม่ดี และไม่สุภาพ ฯลฯ"

มาช่วยกันเพาะพันธุ์เหล่าต้นกล้าน้อยๆ ให้เติบโตเป็นพันธุ์ไม้ที่งดงาม แข็งแรง มีคุณค่า และมีประโยชน์ต่อสังคมกันดีกว่านะคะ
back



ลูกไม่ป็อป - ทำอย่างไรดี?

บางครั้งเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเหมือนกันนะคะ ที่เห็นลูกของเราไม่ป็อบปูล่าในหมู่เพื่อนๆ แถมได้รับการเอาใจใส่น้อยกว่าเด็กที่เด่นดังในห้องเดียวกันอีกต่างหาก ปัญหานี้ยังเชื่อมโยงไปถึงการที่ลูกไม่สามารถเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆได้ บางครั้งถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเมื่อเพื่อนๆ ทำกิจกรรมกลุ่ม แถมไม่มีเพื่อนสนิทเสียอีก ลูกคงเหงาเมื่อไปโรงเรียน คุณแม่ย่อมไม่สามารถทนดูสถานการณ์เช่นนี้ได้ ถ้าอย่างนั้น จะทำอย่างไรดีคะ ที่พอจะช่วยเหลือลูกได้บ้าง?

ต่อไปนี้เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกได้ค่ะ:

  • กรุณาอย่าเพิ่งพร่ำบ่นติเตียนลูกว่า เข้าสังคมกับใครเขาไม่ได้เลย ทำไมไม่คุยกับเพื่อนๆ ก่อนบ้าง, ทำไมไม่เข้าหาเพื่อนๆ, ทำไมไม่ไปเล่นกับเพื่อนๆ ลูกต้องการคำแนะนำค่ะ ไม่ใช่คำพร่ำบนปนวิจารณ์

  • กระตุ้นให้ลูกพูดคุยกับเพื่อนๆ ขณะกำลังเล่น ซึ่งคุณแม่อาจช่วยได้ เช่นเวลาไปรอรับลูกตอนเย็น อาจชวนเพื่อนๆ ลูกทานไอศกรีมด้วยกันกับลูก, ทักทายเพื่อนๆ ลูก ชวนเพื่อนๆ ลูกพูดคุย เพื่อให้ลูกเกิดความสนิทสนม แล้วถามว่า "ให้น้องแพร...เล่นกับหนูด้วยคนได้มั้ยจ๊ะ" ส่วนมากเด็กๆ จะพยักหน้า สนับสนุนให้ลูกไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วคุณแม่นั่งคอยใกล้ๆ

  • ถ้ามีโอกาสพูดคุย ชวนเพื่อนๆ ลูกสนทนาด้วย หากพบว่าเด็กบางคนชอบเล่นสิ่งเดียวกันกับที่ลูกชอบ หรือสนใจเรื่องเดียวกันกับลูก ก็หาทางแนะนำ ให้ลูกรู้จักสนิทสนม เพื่อจะได้เล่นด้วยกัน หรือได้คุยกันถึงสิ่งที่ชอบเหมือนกัน ซึ่งจะทำให้เด็กสร้างความสัมพันธ์ หรือมิตรภาพได้ง่ายขึ้น เมื่อได้พูดคุยถึงสิ่งที่ตนสนใจเหมือนกัน เช่น ตัวการ์ตูนที่ชอบ, หนังสือที่อ่าน, สัตว์ที่น่าสนใจ เช่น ไดโนเสาร์, งานอดิเรกที่กำลังคลั่งไคล้, หนังเรื่องโปรดที่ชอบดู, ของสะสมต่างๆ ฯ

  • ลองให้ลูกเข้าคลาส กิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น เพื่อจะได้รู้จักเพื่อนเพิ่มขึ้น และสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนในบรรยากาศอื่นบ้าง เด็กที่มาโรงเรียนและกลับบ้านโดยไม่เข้าร่วมกิจกรรม หรือไม่เล่นนอกเวลาเรียนเลย จะมีโอกาสน้อยลงในการสานความสัมพันธ์และสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนๆ

back



เก็บยาฆ่าแมลงให้พ้นมือเด็ก

ในเมืองร้อนอย่างบ้านเรานี่ ปัญหาเกี่ยวกับแมลงสาบ มด ปลวก เป็นเรื่องที่ทุกบ้านต้องเผชิญ และเป็นปัญหาที่น่าเบื่อที่สุด ดังนั้น หลายบ้านจึงหลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อกำจัดสัตว์พวกนี้ไม่ได้

ยาฆ่าแมลงเป็นสารเคมีที่อันตราย ไม่ปลอดภัย และควรเก็บให้พ้นมือเด็กอย่างยิ่ง
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำอย่างไรดี:

คุณพ่อคุณแม่ควรเก็บยาฆ่าแมลงทุกชนิดใส่ตู้ล็อคกุญแจไว้ เพื่อความปลอดภัย ฟังดูอาจจะตลก ที่เก็บยาฆ่าแมลงอย่างกับเป็นสมบัติล้ำค่า ในบางครั้ง ถ้าเรายุ่งๆ มาก บางทีหลังการใช้ยาฆ่าแมลงเสร็จเรียบร้อย เราก็วางยาฆ่าแมลงไว้ในที่เด็กๆ เอื้อมถึง และโดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ อาจหยิบมาเล่น มาดม หรือแม้แต่รับประทานเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ และนั่นล่ะค่ะ คือสมบัติล้ำค่าของเราที่อาจได้รับอันตราย โดยความประมาท พลั้งเผลอของคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่ตั้งใจให้เกิดขึ้น

ช่วยกันล้อมคอก ก่อนที่วัวจะหายกันดีกว่านะคะ
back



ศิลปะในครอบครัว ตอน รูปถ่ายแสนรัก

รูปภาพทั้งหลายแหล่ที่เราถ่ายร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นรูปลูกตอนยังเล็ก หรือ รูปถ่ายพร้อมญาติพี่น้อง ถือเป็นของสะสมที่เราอยากเก็บไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็อยากโชว์ให้แขกเหรื่อที่มาบ้านได้ชื่นชมไปพร้อมกัน

หลายครอบครัว มักเก็บรูปภาพเหล่านี้ไว้ในอัลบั้มภาพ บางครอบครัวนำไปขยายใหญ่ติดฝาผนัง หรือ นำไปใส่กรอบเพื่อตั้งโชว์ที่ชั้นวาง

คราวหน้า ลองจัดรูปภาพ ตามหัวข้อต่างๆ บ้างดีมั้ยคะ เช่น หัวข้อ "ไปทะเลกันดีกว่า" (ยังจำเพลงของ คุณปานศักดิ์ รังสิพราหมณกุล ได้รึเปล่าคะ) เราก็จัดวางรูปที่ไปเที่ยวทะเลกับครอบครัว ไว้ด้วยกัน อาจเป็นทะเลหัวหิน 48, ทะเลที่สมุยปี 47, ทะเลที่เกาะช้างปี 46 ฯ เป็นอัลบั้มรูปไปทะเลโดยเฉพาะ หรือ เลือกรูปเด็ดๆ ที่ไปเที่ยวทะเลหลายๆ แห่ง มาใส่กรอบเดียวกัน

หรือ หัวข้อ "การแสดงก่อนปิดภาคเรียนของลูก" เป็นการนำรูปถ่ายของลูกระหว่างการแสดงปิดเทอมในต่ละปีมาไว้ด้วยกัน

หรือ หัวข้อ "งานสงกรานต์ในครอบครัว", "งานปีใหม่ของครอบครัว" ฯ เป็นการนำรูปถ่ายของครอบครัวที่มาร่วมงานสงกรานต์, งานปีใหม่ ในแต่ละปีมาจัดวางไว้ด้วยกัน...

นับว่า...เป็นการแสดงออกถึงกิจกรรมของครอบครัวในแต่ละปี และยังได้แสดงออกถึงศิลปะการจัดวางรูปของครอบครัวให้คนอื่นประทับใจในวิธีการนำเสนอด้วยนะคะ
back



ถ้าต้องหย่าร้าง - ต้องให้ความมั่นใจกับลูกรัก

หากคุณจำเป็นต้องหย่าร้างหรือแยกกันอยู่ไม่ว่าจะชั่วคราว หรืออย่างถาวรกับคู่สมรส คุณควรบอกให้ลูกได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา และเปิดเผย ประการสำคัญ คุณต้องให้ความมั่นใจและย้ำกับลูกเสมอว่า ทั้งคุณพ่อและคุณแม่ยังรักลูกเหมือนเดิม รักลูกตลอดเวลา ไม่เสื่อมคลาย และจะปกป้อง ดูแลลูกตลอดไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
back



การป้องกันไข้หวัดให้ลูกรัก

ขณะนี้เป็นเดือนพฤศจิกายน เดือนแห่งการลอยกระทง
เทศกาลที่น่ารักและน่าสนุกสำหรับเด็กๆ
และยังเป็นสัญญาณว่า หน้าหนาวกำลังมาถึงในไม่ช้านี้

อากาศที่หนาวเย็น มักทำให้เด็กๆ เป็นหวัดกันง่าย
ดังนั้น นอกเหนือจากการใส่เสื้อผ้าที่อบอุ่นแล้ว ควรเตือนลูกให้ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ อย่างน้อย วันละ 4 ครั้ง
และทุกครั้งที่ลูกทำกิจกรรมต่างๆ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
back



เลี้ยงลูกให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

บางครั้งพ่อแม่อย่างเราๆ มักจะคาดหวังลูกให้เรียนหนังสือเก่ง
จึงมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมลูกให้มีพัฒนาการด้านสติปัญญาที่เฉลียวฉลาด ศึกษาหาความรู้มากๆ
จนบางครั้งลืมไปว่า นอกจากส่งเสริมให้ลูกมีความรู้มากมายแล้ว
เราควรส่งเสริมให้ลูกมีจิตใจที่ดีงาม อ่อนโยน รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วยในขณะเดียวกัน
เพื่อให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและมีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นด้วยควบคู่กันไป
จึงจะได้ชื่อว่า พ่อแม่อย่างเราสามารถเลี้ยงดูอบรมลูกให้มีความรู้และจิตใจที่งดงาม
เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และมีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริง
back



ให้เวลากับลูกกันเถอะค่ะ

ในฐานะพ่อแม่ เราส่วนมากมักจะวางแผนวาดฝันที่จะใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับลูกๆ
บางคนถึงกับเข้าเน็ต ก็อปแผนการเล่นกับลูกเป็นกอบเป็นกำ กิจกรรมนั้นก็น่าเล่น กิจกรรมนี้ก็น่านำมาปฏิบัติกับลูกๆ พอเอาเข้าจริงๆ ทั้งแผนทั้งกิจกรรม อยู่แต่ในเครื่องคอมฯ ไม่ก็พริ้นท์ออกมาเป็นปึกแต่อยู่ในลิ้นชัก ไม่เคยได้นำมาเล่นกับลูก อาจเพราะไม่มีเวลาพอ หรือหาอุปกรณ์ประกอบในการทำกิจกรรมยังไม่ได้ เลยผลัดวันประกันพรุ่งไปก่อน...น่าเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเล่นกับลูก ค่อยให้ลูกทำกิจกรรมอันนี้ อันนั้น...

หันกลับมาอีกที ลูกโตจนเข้ามหาวิทยาลัยไปซะแล้ว

คุณพ่อคุณแม่เชื่อมั้ยคะว่า....เพียงแค่เราใช้เวลาอยู่กับลูก นั่งเล่นตุ๊กตากับลูก ดูลูกแสดงบทบาทสมมุติเป็นตำรวจ, เป็นคุณครู เป็นนักเรียน หรือแสดงท่าทางเลียนแบบสัตว์ต่างๆ หรืออะไรต่อมิอะไรที่เป็นกิจกรรมง่ายๆ อาจไม่ได้วางแผนเริ่ดหรูมาก่อน เพียงแค่เรานั่งอ่านหนังสือให้ลูกฟัง, ดูลูกเล่น หรือเล่นอะไรง่ายๆ กับลูก นั่นก็เป็นของขวัญล้ำค่าที่สุดสำหรับลูกแล้วที่เราสามารถให้ลูกได้ทุกวัน

อย่ารู้สึกว่ากดดันหากคิดว่าบ้านอื่นอาจมีเวลาทำกิจกรรมกับลูก ขนาดเก็บใบไม้มาทับไว้ในสมุดแล้ว นำมาแปะบนกระดาษทำเป็นการ์ดสวยงาม, หรือค่อยๆ ประดิษฐ์ดอกไม้ใบหญ้าเป็นตะกร้า หรืออะไรทำนองนั้น

เพียงแค่คุณชวนลูกเดินดูต้นมะม่วง, เดินเหยียบใบไม้แห้งให้ดังกรอบแกรบ, คุยกับลูกระหว่างทานข้าวเย็น, นอนเล่นกับลูก, ดูลูกเต้น หรือโชว์เสียงร้องเลียนแบบแมว ฯ นับเป็นเวลาที่มีค่าสำหรับลูกในการมีความทรงจำที่ดีเก็บไว้จนกระทั่งเติบโตขึ้นผู้ใหญ่เหมือนกันค่ะ....

การที่ลูกมีความทรงจำอันอบอุ่น ประทับใจเกี่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ ถือว่าเป็นมรดกที่พ่อแม่มอบไว้ให้ลูกอย่างมีค่ายิ่งเชียวค่ะ จริงๆ นะคะ เอาเงินทองมากอง ก็แลกกับความอบอุ่นในวัยเด็กที่พ่อแม่ให้เราไว้ไม่ได้หรอกค่ะ
back



ทำไงจึงจะเข้าใจลูกวัยใส

ขอเรียกวัยใสแล้วกันนะคะ ฟังดูน่ารักสดใสดี อันที่จริงหมายถึงวัยรุ่นนั่นแหล่ะค่ะ

บ่อยครั้งที่ลูกวัยนี้ชอบแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง และความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ จนบางครั้งคนเป็นพ่อแม่ก็ยากที่จะเข้าใจและนึกถึง ไม่ว่าจะเป็นเพลงสไตล์ที่ลูกชอบ อย่างอัลเทอร์เนทีฟ หรือ ฮิปฮอป ฟังกี่สิบรอบก็ไม่เข้าใจว่า นั่นน่ะ เพราะตรงไหน? หรือการแต่งตัว, เสื้อผ้า, ทรงผม ล้วนแต่ทำให้พ่อแม่คันปากอยากวิจารณ์ลูกเสียนี่กระไร

เมื่อลูกวัยใสของเรา ดำเนินพฤติกรรมเลยขอบเขตที่กำหนด เกินกว่าที่เราจะรับได้ คุณพ่อคุณแม่ก็มีสิทธ์ที่จะตักเตือนได้เช่นกัน

แต่... คุณพ่อคุณแม่ควรมีข้อเตือนใจบางประการบ้างนะคะ อย่าง เช่น
  1. จำตอนที่คุณพ่อคุณแม่เป็นวัยรุ่นได้มั้ยคะ ว่าตอนนั้น เราเองก็อยากจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากแค่ไหน เพื่อสะท้อนให้คนรอบข้างเห็นว่า ฉันไม่เหมือนใครนะเนี่ย...

    เด็กวัยรุ่น - (นึกในใจ) "เท่มั้ยเนี่ย ฉันไม่เหมือนใครเลย"
    พ่อแม่ - (นึกในใจ) "อยากเป็นตัวประหลาดรึไง"

  2. สำนวนฝาหรั่งเขาว่า "Try to put someone else's shoes" - ลองสวมรองเท้าลูกวัยรุ่นดูบ้าง (อ้าว ก็คับน่ะสิ) ไม่ใช่ค่ะ - ลองเอาใจเขา มาใส่ใจเราบ้างสิคะ...

    คุณพ่อคุณแม่ขา....ลองพยายามมองโลกด้วยสายตาของลูกวัยรุ่น เผื่อจะเข้าใจพฤติกรรมของเค้าบ้าง ถ้าไม่ล้นเกินขอบเขตจนสุดจะรับไหวนะคะ เช่น สกปรกเกินไป, เจาะห่วงต่างหูในที่ๆ ไม่สมควรยากแก่การทำความสะอาด อาจติดเชื้อได้ หรือแต่งตัวโป๊เกินไป ฯ

  3. อดทนค่ะ เตือนตัวเองด้วยค่ะ มีลูกอยู่ในช่วงวัยใส วัยจ๊าบ วัยรุ่น แล้วแต่จะเรียก ต้องอดทนค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้ จะผ่านพ้นไปในไม่ช้า เช่นเดียวกับเราที่ผ่านวัยรุ่นมาแล้ว (จนเกือบจำไม่ได้ว่า ทำอะไรแสบๆ ไว้บ้าง..เอ๊ หรือว่า ไม่อยากจำมากกว่า แฮ่ะๆ)
เอาเป็นว่า คุณพ่อคุณแม่ท่านไหน อยากจะแชร์ประสบการณ์สมัยวัยรุ่น กรุณา เขียนส่งมาเล่าให้ฟังกันหน่อยนะคะ ไม่ว่า จะเป็น สมัยวัยรุ่นนั้นแต่งกายยังไงคะ, ร้านโปรดตอนวัยรุ่น, หนังที่ติดใจสมัยวัยรุ่น, วีรกรรมสมัยวัยรุ่น, แฟนเก่าสมัยวัยรุ่น - เอ๊ อย่าดีกว่าเดี๋ยวคุณแม่ค้อนเอา... ส่งมาเลยค่ะ จะได้มาอ่านกันเล่นสนุกๆ .... รอรับอีเมล์อยู่นะคะ
back



ลูกร้องอาละวาดต่อหน้าธารกำนัลทำไงดีล่ะ?

เฮ้อ..ไม่มีอะไรน่าอายเท่ากับการที่ลูกเล็กๆ ร้องไห้ดิ้นเร่าๆ ต่อหน้าต่อตาผู้คนในที่สาธารณะอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในร้านอาหาร, ห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่กำลังเดินซื้อข้าวซื้อของอยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ต

คิดดูสิ...เมื่อลูกร้องโยเยเอาแต่ใจตัวเอง จะเอาโน่นเอานี่..ห้ามก็ไม่หยุด แถมบางครั้งลงนอนดิ้นเร่าๆ บนพื้นซะอีก จะตีป๊าบเข้าให้ หรือตวาดลูกก็ใช่ที่ แถมยังมีสายตาตำหนิของผู้คนเหลือบมองอยู่เป็นระยะๆ จะไม่ให้พ่อแม่อย่างเราๆ รู้สึกอับอายและเสียหน้าได้อย่างไร

เด็กๆ โดยปกติแล้วจะแสดงอาการร้องอาละวาดโยเยเอาแต่ใจตัวเองเมื่อรู้สึกเหน็ดเหนื่อย, หิวกระหาย หรือ หมดหวังไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทีนี้ความที่ยังเป็นเด็กเล็กเกินไปจนไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดอธิบายให้ผู้ใหญ่เข้าใจถึงความรู้สึกของตัวได้ แถมบางครั้งอาจไม่เข้าใจตนเองด้วยซ้ำว่าสาเหตุใดคือสิ่งที่รบกวนจิตใจ

ดังนั้น หากลูกร้องไห้อาละวาดเอาแต่ใจตนเองในครั้งต่อไป คุณพ่อคุณแม่ควรมองหาสาเหตุที่เป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดอาการร้องอาละวาดของลูกว่ามาจากเหตุใดเสียก่อนนะคะ

แต่...การทำความเข้าใจสาเหตุของการร้องไห้อาละวาดของลูกในที่สาธารณะอาจยังไม่เพียงพอต่อการป้องกันหรือจัดการสยบอารมณ์ร้ายของลูกได้ทันควัน ถ้างั้น ทำอย่างไรดีล่ะ...

*เรามีคำแนะนำ ในการปราบเซียนร้องอาละวาดตัวน้อยให้สงบลงได้...มาเสนอค่ะ*

ข้อแรก - เมื่อมีการร้องไห้อาละวาดโวยวายเกิดขึ้นในที่สาธารณะ ให้รีบอุ้มจอมวายร้ายขึ้นแล้วพาออกไปจากสถานที่นั้นก่อนค่ะ (เมื่อไม่มีสายตาคาดคั้นจากคนรอบข้าง คุณอาจสบายใจขึ้น) ถ้าอยู่ในร้านอาหารก็พาออกไปนอกร้านก่อน หากอยู่ในห้างสรรพสินค้า ก็พาออกไปอยู่ในบริเวณที่มีคนเดินผ่านไปผ่านมาน้อย จากนั้นทำเป็นไม่ใส่ใจอาการร้องอาละวาดดังกล่าวสักพัก อยากร้องก็ร้องไป รอจนกระทั่งลูกมีอารมณ์และแสดงท่าทีสงบลงแล้ว จึงค่อยๆ ถามลูกว่า "อยากจะกลับเข้าไปข้างในหรือยัง?"

ข้อสอง - จากนั้น ลองประเมินจากสถานการณ์ว่า สาเหตุใดที่ทำให้ลูกมีอาการดังกล่าว ลูกเหนื่อยเกินไป, หิวจัดเลยอารมณ์ไม่ดี หรือว่า หัวเสียเรื่องอะไร ถ้าเป็นไปได้ ควรจัดการแก้ปัญหาจากต้นตอเสียเลย เช่น หาของว่างให้ลูกทาน กรณีลูกหิว, นั่งพักสักครู่ ถ้าหากลูกเหนื่อยและเมื่อยจะตายอยู่แล้ว กรณีคุณแม่ช้อปเพลิน หรือพูดคุยให้ลูกสงบลง หากลูกเกิดอารมณ์เซ็งจัด ผิดหวังที่ไม่ซื้อของเล่นให้

ลองทำดูนะคะ หวังว่าคงไม่เกินฝีมือคุณพ่อคุณแม่ที่จะจัดการลูกน้อยคนนี้ให้อยู่มือ....
back



เปลี่ยนผ้าอ้อมให้นักดิ้นตัวน้อย!

เวลาคุณเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกตัวน้อยเป็นยังไงบ้างคะ?
ของแม่แจ๋มนี่เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เจ้าลูกชายวัย ขวบครึ่ง ช่างน่าเบื่อสุดๆ เลยล่ะค่ะ
คุณชายเธอดิ้นแล้วแล้วดิ้นอีกไม่รู้ทำไมจึงไม่ชอบให้เราใส่ผ้าอ้อมให้ดีๆ

แจ๋มเลยใช้วิธีเปลี่ยนผ้าอ้อมตามที่ต่างๆ ให้เธองงเล่น แทนการเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เบาะนอนของลูกอย่างที่เคยทำ แต่ต้องดูว่าปลอดภัยและลูกไม่ดิ้นตกลงมาง่ายๆ นะคะ เดี๋ยวจะมาโทษแม่แจ๋ม

นี่ค่ะ แจ๋มเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบนโต๊ะทำงานของสามีก็เคยมาแล้วนะคะ ระหว่างนั้นแจ๋มจะหยิบของเล่น หรือหนังสือผ้าให้ลูกถือเล่น แล้วปล่อยให้ลูกเล่นสักพักหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมเสร็จเรียบร้อยค่ะ

เคล็ดลับโดยแม่แจ๋ม

*ส่งเคล็ดลับของคุณมาร่วมสนุกกับเรานะคะ แล้วเราจะส่งของที่ระลึกไปให้เป็นการตอบแทนค่ะ*
back



มาออกกำลังกายทั้งครอบครัวกันเถอะ

คุณพ่อคุณแม่ชาวออฟฟิศคงเคยคิดวางแผนออกกำลังกาย ว่าวันนี้จะไปฟิตเนสที่นู่นที่นี่ พอเอาเข้าจริง กลับไม่ว่างบ้าง ไม่มีเวลาไปบ้าง จะไปตีเทนนิสกันทั้งครอบครัวเช้าวันอาทิตย์บ้าง กาลกลับปรากฏว่า คอร์ทที่ตั้งใจจองกลับเต็มซะนี่ ท้ายสุดก็ ไม่ได้ออกกำลังกายเสียที

ทำไงดีหนอ...งานก็เยอะ สุขภาพก็ห่วง อายุก็เพิ่มขึ้นๆ อ่านข่าวโรคภัยไข้เจ็บทีไร หวนคิดถึงการออกกำลังกายทุกครั้ง

อย่างนี้ดีมั้ยคะ?

รวบรวมสมาชิกในครอบครัวแล้วออกกำลังกายด้วยกัน พร้อมหน้าพร้อมตากันที่บ้านนี่ล่ะค่ะ ไม่ต้องฝ่าด่านการจราจรเพียงเพื่อไปออกกำลังกายที่อื่น

หลังทานข้าวเย็นเสร็จ ออกเดินรอบบ้านเสียหน่อย หรือออกวิ่ง, ออกเดินรอบหมู่บ้านแบบมอร์นิ่งวอล์คในตอนเช้าพร้อมกัน หรือหยิบไม้แบดออกมาร่วมตีแบดกับลูกที่สนามหน้าบ้าน ถ้ามีโต๊ะปิงปองก็กางออกแล้วเล่นปิงปองกันทั้งครอบครัว หรือ ปลูกผักสวนครัวสิคะ การรดน้ำ พรวนดิน เป็นการออกกำลังกายที่ดีเหมือนกัน แถมยังได้ผักสวนครัวไว้รับประทานภายในบ้านอีกต่างหาก ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างในผัก

ลองคิดดูนะคะ ถ้าคุณทำได้ นั่นหมายความว่า เรากำลังสอนให้เด็กๆ รักการออกกำลังกาย เป็นคนแอคทีฟ ไม่เฉื่อยชา แถมยังมีสุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้า และได้ใช้เวลาร่วมกันทั้งครอบครัวอีกด้วย....ได้ประโยชน์หลายประการทีเดียวเชียวล่ะค่ะ
back



จัดการยังไงดีกับพฤติกรรมหยาบคายของลูก

เคยมั้ยคะ บางครั้งดูภาพยนตร์โฆษณาทางทีวีแล้วรู้สึกว่า ตัวแสดงช่างมีกิริยา มารยาทที่ไม่สุภาพเสียเลย เช่นเรอเสียงดังเอิ๊กหลังจากทานอาหารเสร็จเพื่อ แสดงถึงความอร่อยของสินค้าอาหารชนิดนั้น หรือหนัง / ละคร ที่ตัวแสดง พูดจาหยาบคาย ในช่วงเวลาออกอากาศที่เด็กสามารถรับชมได้ จนบางท ีเหมือนเป็นเรื่องปกติสำหรับคนปัจจุบันนี้ไปเสียแล้ว

ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องตระหนักในเรื่องนี้ ไม่ปล่อยให้ลูกซึมซับกิริยา มารยาทและคำพูดหยาบคายมาใช้เพราะได้รับอิทธิพลจากผู้ใหญ่ที่หยาบคายเหล่านี้

ทีนี้ถ้าลูกติดคำพูดหยาบคาย ใช้กิริยาวาจาไม่สุภาพ
คุณพ่อคุณแม่ควรจะทำอย่างไรดี?


  1. ก่อนอื่นคุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก โดยใช้คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน กับลูก แสดงกิริยามารยาทที่สุภาพกับลูกและทุกคนให้ลูกเห็น

  2. ทักท้วง ตักเตือน หรือชี้แจงให้ลูกทราบเมื่อลูกใช้คำพูดหรือกิริยามารยาทไม่สุภาพ รวมทั้งบอกลูกครั้งเมื่อเห็นกิริยาวาจาไม่สุภาพจากผู้อื่น (โดยไม่ทำให้ผู้นั้นอับอาย) บางครั้งลูกไม่ทราบว่าคำพูด หรือมารยาทแบบนี้
    เป็นการหยาบคาย

  3. เดินหนี ทำเป็นไม่สนใจลูก ถ้ายังขืนดื้อรั้นใช้คำพูดหยาบคายต่อไป แล้วหาโอกาสชี้แจง ตักเตือนลูกอยู่เรื่อยๆ ตามโอกาสที่เหมาะสม

  4. เมื่อลูกเปลี่ยนมาพูดจาดีขึ้น สุภาพ ก็ชมเชย ให้กำลังใจลูก


back



เมื่อลูกร้องโวยวายตามห้างสรรพสินค้า

มีหลายอย่างที่ลูกมักทำให้พ่อแม่อับอายขายหน้า และหนึ่งในนั้น มักจะเป็นการที่ลูกตัวเล็ก ร้องไห้ โวยวาย เอาแต่ใจตัวในที่สาธารณชน ไม่ว่า จะเป็นในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก หรือแม้แต่ในร้านอาหาร ทำให้เราได้รับสายตาตำหนิจากคนอื่น (รายที่ไม่มีลูก) ซึ่ง อยู่บริเวณข้างเคียงนั้นไปด้วย ในรายที่มีลูกเหมือนกัน อาจส่งสายตาเห็นใจ แต่เชื่อเถอะ ไม่ว่ายังไงๆ เราพ่อแม่ก็ต้องรู้สึกอับอายที่ไม่สามารถควบคุมความประพฤติของลูกได้ แถมรู้สึกเหมือนทำงานพลาดหรือสอบตกยังไงยังงั้น

เด็กๆ มักจะร้องไห้ โวยวาย เอาแต่ใจเมื่อเขารู้สึกหิว, เหนื่อย, กระหายน้ำ หรือกำลัง สับสนว้าวุ่น ด้วยวัยที่ยังเล็ก ทำให้เขาไม่อาจเรียบเรียงความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดและ สื่อสารให้คุณพ่อคุณแม่ทราบได้ อีกทั้งขาดความสามารถที่จะเข้าใจตัวเองว่าตัวเอง กำลังต้องการสิ่งใดกันแน่ ทำให้ไม่รู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้ตัวเองขัดใจ

ดังนั้น ถ้าลูกของคุณ ออกอาการงอแง โยเย เอาแต่ใจ ในที่สาธารณชนอีก ลองพยายาม ทำความเข้าใจ และหาสาเหตุที่มาที่ไป ว่าอะไรทำให้ลูกออกอาการโยเย งอแง ร้อง โวยวายแบบนี้ ลองพยายามหาวิธีทำให้ลูกสงบลง เช่น พาไปนั่งรถตุ๊กตาสัตว์หยอด เหรียญ, ทานไอศกรีมถ้วยเล็กๆ หรือหาน้ำลูกดื่ม ลูกอาจจะมีอารมณ์ดีขึ้นก็ได้

back



อาการปวดตาของเด็กยุคดอทคอม

อาการปวดตาของลูกๆ ที่เกิดจากการใช้เวลานั่งหน้าจอทีวีมากเกินไป ดูวีดิโอนานๆ หรือจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมงๆ นั้น ถ้าลูกของคุณเริ่มบ่นว่ารู้สึกเวียนศีรษะ หรือเอามือขยี้ตาบ่อยๆ อย่างนี้ถึงเวลาที่คุณจะต้องปิดทีวี วีดิโอ หรือปิดจอ คอมพิวเตอร์ซะแล้ว ถ้าอาการปวดตามีสาเหตุมาจากการดูทีวี อาจเป็นเพราะว่า ลูกนั่งใกล้ทีวีมากเกินไป เด็กๆ ควรนั่งห่างทีวีโดยมีระยะห่าง 5 เท่า ของขนาด จอกว้างของทีวี เช่น ถ้าลูกดูทีวีจอกว้าง 21 นิ้ว ควรนั่งห่างจากทีวีอย่างน้อย 8.75 ฟุต ก็ประมาณ 9 ฟุต

แต่สำหรับคอมพิวเตอร์ จะให้นั่งห่างแบบนั้นก็เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น ควรให้ลูกได้เบรค หรือพักสายตาบ่อยๆ จากหน้าจอคอมคอมพิวเตอร์ ดีที่สุด

back



อันตรายจากผ้าปูที่นอน

รายงานข่าวจาก CNN ระบุว่า ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา มีเด็กทารกจำนวน 17 ราย เสียชีวิตเนื่องจากผ้าปูที่นอนอุดจมูกทำให้หายใจไม่ออก

ทั้งนี้ มิสแอนน์ บราวน์ ประธานองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อความปลอดภัยเปิดเผยว่า อันตรายจากผ้าปูที่นอนอุดจมูกทารกเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึง ฉะนั้น เพื่อช่วยให้ทารกปลอดภัย จึงควรปูผ้าปูที่นอนให้ตึง ไม่ใช้ผ้าปูที่นอนผืนใหญ่เกินไปสำหรับเตียงทารก เพราะจะทำให้เกิดการหย่อน ย่น และผ้าอาจไปอุดจมูกเด็กทารกได้ นอกจากนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรวางหมอน หรือผ้าห่มบนเตียงทารก เนื่องจากจะทำให้เกิดสาเหตุดังกล่าวได้ และนี่อาจเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ทารกเป็นโรค SIDs (Sudden Infant Death Syndrome - การเสียชีวิตเฉียบพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ)

นอกจากนั้นสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐฯ แนะนำว่า ไม่ควรให้เด็กทารกนอนบนที่นอนนุ่ม หรืออ่อนหยวบเกินไป เช่น เตียงน้ำ และทารกควรนอนหงาย หรือนอนตะแคง ที่สำคัญทารกควรอยู่ในสถานที่ปลอดควันบุหรี่ หากสมาชิกในบ้านสูบบุหรี่ ควรสูบบุหรี่นอกบ้าน ทางที่ดีงดสูบบุหรี่เด็ดขาด และผู้เป็นมารดาควรให้นมแม่แก่ทารก และไม่ปล่อยให้ทารกใส่เสื้อผ้าร้อน อบเกินไป

back



ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียวเมื่อไหร่ดีหนอ?

ความจริงลูกเราก็โตขึ้นทุกวัน แต่อายุกี่ขวบดีนะ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจะวางใจกล้าปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียว หลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว

มีคำตอบจาก โรงพยาบาลเด็กแห่งอาครอน มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ มาฝากค่ะ เขาบอกว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ควรปล่อยเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบให้อยู่บ้านตามลำพัง และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบไม่ควรถูกทิ้งให้อยู่ในความดูแลของลูกคนที่โตกว่า เท่าที่สำรวจพบว่า พ่อแม่จำนวน 50% จะอนุญาตให้ลูกอยู่บ้านตามลำพังหลังเลิกเรียนเมื่อเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

สำหรับคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองนำมาประกอบการตัดสินใจในเรื่องนี้ มีดังนี้

  1. ดูจากเพื่อนบ้านประการแรก สามารถพึ่งพา เป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องดูแลลูกให้เราได้บ้างมั้ย
  2. ลูกมีความเป็นผู้ใหญ่เพียงพอหรือไม่ หรือว่าโตแต่ตัวส่วนจิตใจยังเป็นเด็กๆ ตัดสินใจอะไรเองได้มากน้อยแค่ไหน มีความรับผิดชอบ และสามารถปฏิบัติตามคำสั่ง กฎเกณฑ์ต่างๆ ได้ไหม เชื่อฟังผู้ใหญ่ไหม
  3. ถ้าตัดสินใจให้ลูกอยู่บ้านตามพังหลังจากโรงเรียนเลิกแล้ว ผู้ปกครองควรโทรศัพท์ไปตรวจสอบลูกที่อยู่บ้านเป็นระยะๆ ในแต่ละวันด้วย
  4. และประการสุดท้าย อย่าลืมฝากกุญแจบ้านไว้กับเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้ เผื่อลูกทำกุญแจหาย!!


back


คุณยายขา กรุณาเก็บยาให้พ้นมือหลานรัก!!

เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์มักจะเป็นวันที่คุณพ่อคุณแม่พาเจ้า ตัวน้อยจอมซนไปเยี่ยมเยียนคุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยายเพื่อกระชับ ความสัมพันธ์ระหว่างญาติผู้ใหญ่กับหลานรักให้ได้ใกล้ชิด หรือบางราย อาจจะถือโอกาสพักผ่อนไปในตัว เนื่องจากปล่อยให้ลูกวิ่งเล่น รื้อค้นบ้าน คุณปู่ย่าให้สนุก ส่วนคุณพ่อก็นอนเอกเขนกอ่านหนังสือพิมพ์ไปเรื่อย ขณะที่คุณแม่อาจนั่งดูทีวีกับคุณย่า

ต้องระวังนะคะ เจ้าตัวน้อยจอมซนอาจเผลอไปหยิบยานานาชนิดของคุณ ปู่คุณย่าที่วางไว้ใกล้มือเพื่อหยิบได้ง่าย สะดวก มาเข้าปากเคี้ยวเล่น ด้วยความไม่ตั้งใจ ฉะนั้น เมื่อพาลูกรักไปเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ อย่าลืม โทรศัพท์ไปบอกให้ท่านช่วยเก็บยาทุกชนิดให้มิดชิด หรืออยู่ในที่สูงเด็ก เอื้อมหยิบไม่ถึง ทีนี้จะปล่อยลูกวิ่งเล่นในบ้านท่านก็ทำได้ตามสบายค่ะ

back




กระซิบคำหวานข้างหูลูกรัก

สำหรับลูกน้อยวัย 3 ขวบ การส่งเสริมให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณ แม่สามารถช่วยให้ลูกเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยการเมื่อพาลูกเข้านอน อ่าน นิทานให้ลูกฟังเรียบร้อยแล้ว หรือขณะกล่อมลูกนอน ลองกระซิบถ้อยคำหวานหูให้ลูกฟัง ก่อนลูกจะหลับสิคะ เช่น ลูกรู้มั้ยว่าแม่รักหนูมากขนาดไหน แม่รักลูกเท่าฟ้ากว้าง, ลูกเป็น แก้วตาดวงใจของพ่อแม่และแม่นะจ๊ะ...., พ่อกับแม่รักหนูมากที่สุดในโลก..., ลูกเป็นเด็ก ดีของพ่อและแม่นะจ๊ะ..., แม่ดีใจที่สุดในโลกที่มีหนูมาเป็นลูกแม่..., แม่รักลูก แม่อยากเห็น ลูกมีความสุข, แม่ชอบฟังเสียงหัวเราะของลูก, วันนี้หนูทำให้แม่ภูมิใจมาก, วันนี้ลูกเป็นเด็ก ดีจ้ะ ด้วยการ.... ฯลฯ สารพัดที่คุณแม่สามารถพูดให้ลูกฟังได้ ก่อนที่ลูกจะหลับ แล้วลูกก็จะ หลับไปพร้อมกับฟังคำพูดเพราะๆ คำบอกรักจากพ่อและแม่....ที่ก้องอยู่ในหัวของลูก

คิดดูสิคะว่า ลูกจะดีใจ และมีความสุขมากขนาดไหน ลูกต้องนอนหลับฝันดีแน่ๆ เลย สำหรับลูกวัยอื่นๆ ก็ใช้ได้เช่นกันค่ะ เพราะการได้รับรู้ว่าพ่อแม่รักเค้ามากขนาดไหน ลูกจะรู้สึกอบอุ่น และปลอดภัยทุกคนค่ะ

back




เด็กๆ กับรถเข็นในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่มักจะหันมาจับจ่ายใช้สอยซื้อของใช้ หรือจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ต กันมากขึ้น และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ การอนุญาตให้ลูกเล็กๆ ขึ้นไปนั่งอยู่บนรถเข็น เพราะสะดวก และไม่ต้องคอยจูงมือลูกเดินอยู่ตลอดเวลา แถมเด็กๆ ก็ไม่ต้องมาเดินจน รู้สึกเมื่อยด้วย

แต่ทราบมั้ยคะว่า มีเด็กหลายคน เกิดอุบัติเหตุจากการตกจากรถเข็นที่ว่านี้ โดยอุบัติ เหตุส่วนใหญ่ทำให้เด็กๆ ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ บางรายถึงกับกระโหลกศีรษะร้าวเลย ทีเดียว ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังเวลาให้ลูกนั่งบนรถเข็นขณะซื้อของ

ข้อควรระมัดระวังมีดังนี้
  1. เมื่อลูกนั่งอยู่บนรถเข็น คุณพ่อคุณไม่ไม่ควรหันหลังให้ลูกแม้แต่วินาทีเดียว โดยไม่ตรวจดูลูกก่อนว่านั่งอยู่ในท่าไหน และปลอดภัยหรือไม่
  2. ถ้าคุณแม่เจอเพื่อนฝูงเข้ามาทักทาย และต้องการหยุดพูดคุยกันนั้น คุณแม่ควร ยืนหันหน้าเข้าหาลูก จะได้เห็นลูกอยู่ในสายตา แล้วค่อยพูดคุยกับเพื่อน ไม่ควร หันรถเข็น (ที่มีลูกนั่งอยู่ในนั้น) ไปทางหนึ่ง แล้วหันหน้าพูดกับเพื่อนอีกทางหนึ่ง
  3. บอกลูกทุกครั้งที่อุ้มลูกนั่งบนรถเข็นว่า "ห้ามยืนขณะอยู่ในรถเข็นเด็ดขาด"

ขอให้ช้อปปิ้งให้สนุกและปลอดภัยนะคะ

back




เพิ่มพูนคำศัพท์และความรู้ต่างๆ ให้แก่ลูก

จากการศึกษาโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (เซ็นหลุยส์) แห่งสหรัฐ พบว่าคุณพ่อคุณแม่ที่พูดจา สนทนากันในระหว่างมื้ออาหารโดยให้ลูกวัยก่อน เข้าโรงเรียนเข้าร่วมวงสนทนาด้วยนั้น จะเป็น การเพิ่มทักษะทางด้านภาษาและการอ่านให้แก่ลูก

บรรดาเหล่านักวิจัยพบว่า เด็กๆ วัย 3-4 ขวบที่ ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ ถึงคำศัพท์ที่เด็กอาจจะไม่ รู้จักมาก่อน เช่น "อร่อย" , "แอสพารากัส", "ออกซิเจน" ในระหว่างที่ร่วมมื้ออาหารกับ คุณพ่อคุณแม่นั้น ปรากฏว่าทำคะแนนทาง ภาษาได้สูงกว่าเด็กอายุ 5 ขวบ แต่คุณพ่อคุณ แม่ไม่ค่อยได้ใช้ศัพท์เหล่านี้พูดกับลูกๆ เพราะคิดว่าพูดไปลูกก็คงไม่รู้เรื่องหรือไม่ เข้าใจ

เคล็ดลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่:

  1. อย่ากลัวที่จะพูดคุยกับลูกๆ ด้วยศัพท์ที่ ลูกไม่คุ้นเคย หรือไม่เคยได้ยินมาก่อน เพราะว่าวิธีที่ลูกจะเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ เพิ่มขึ้นได้นั้น ไม่มีวิธีไหนดีกว่าการได้ ยินได้ฟังจากคำพูดปกติที่คุณพ่อคุณแม่ ใช้สนทนากันในชีวิตประจำวัน
  2. ถ้าลูกไม่เคยยินคำศัพท์ใหม่นี้มาก่อน ควรพยายามอธิบาย หรือให้คำจำกัดความ ของคำศัพท์นั้นแก่ลูกอย่างคร่าวๆ ด้วยการ พูดถึงสิ่งลูกที่รู้จักแล้วโยงมาหาคำๆ นี้ หรือ ใช้วิธีเปรียบเทียบให้ลูกฟังก็ได้
back




ลูกชอบทะเลาะกัน ทำไงดี?

พี่น้องอยู่ด้วยกัน บางครั้งเกิดอารมณ์ทะเลาะกัน แย่งของเล่น กัน แข่งขัน ชิงดีชิงเด่นกันบ้างนับเป็นเหตุการณ์ปกติที่อาจเกิดขึ้นทั่ว ไปในแต่ละครอบครัว และค่อนข้างเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเด็กๆ ย่อม ต้องการเรียนรู้ที่จะมีการแข่งขันซึ่งกันและกัน, ให้ความร่วมมือกัน หรือ ต่อรองกันได้เองในหมู่พี่ๆ น้องๆ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่แล้วย่อมเป็น เหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น อยากเห็นลูกๆ รักใคร่ปรองดองกัน ตลอดเวลามากกว่า และถ้าคุณคิดว่าจะต้องป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วล่ะก็ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก และไม่ยุติธรรมสำหรับ เด็กๆ อีกด้วย

มองในแง่บวกแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถปฏิบัติได้ดังนี้ ถ้ามีเหตุการณ์ เหล่านี้เกิดขึ้น:

- พยายามอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว ร่วมวงกับลูกๆ ระหว่างที่ลูกทะเลาะกัน เองเท่าที่จะเป็นไปได้ คุณพ่อคุณแม่ควรยืนอยู่ในฐานะที่ปล่อยให้ลูกๆ จัดการกันเองไปก่อน เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ปัญหา, ตัดสิน ปัญหา และหาทางออกจากปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วยตัวเอง เด็กๆ จะ ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นและยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

- เปิดโอกาสให้ลูกแต่ละคนได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ตาม ลำพัง โดยไม่มีพี่หรือน้องคนอื่นอยู่ด้วย เพื่อที่จะช่วยลดการแก่งแย่ง ชิง ดีชิงเด่น เพื่อช่วงชิงโอกาสทองที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ของลูกๆ ลง โดยเฉพาะบางครั้งการที่ลูกทะเลาะ เบาะแว้งกัน ก็เพราะว่าอยากจะได้ อยู่ใกล้ชิดคุณพ่อคุณแม่ให้มากที่สุด หรืออยากเรียกร้องความสนใจจาก พ่อแม่เท่านั้นเอง

- ถ้าลูกๆ ทะเลาะกันถึงขั้น ตีกัน ทำร้ายร่างกายกัน จนอาจนำไปสู่การ บาดเจ็บได้ เมื่อนั้นแหล่ะที่คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปจัดการ ห้ามปราม ต้องเข้าใจว่าการที่ลูกๆ เล่นมวยปล้ำ ไล่ฟัดนัวเนียกัน กับการที่ลูกคว้า ไม้มาไล่ตีกันนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ฉะนั้น คุณแม่ควรใช้วิจารณญาณ และความยุติธรรมในการเข้าไปตัดสินคดีความในแต่ละครั้ง

back


การแปรงฟันที่ถูกวิธี

คือ แปรงฟันบนด้านนอกและด้านใน โดยวางขนแปรงที่รอยต่อระหว่าง เหงือกและฟัน เอียงแปรงเล็กน้อยขยับไปมาเบาๆ ปัดขนแปรงลงผ่าน ตลอดตัวฟัน ขยับไปเรื่อยๆจนครบทุกซี่ทั้งด้านนอกและด้านใน ส่วนการ แปรงฟันล่างด้านในให้ทำลักษณะเดียวกับฟันบน เพียงแต่ปัดขนแปรง ขึ้นด้านบน สำหรับการแปรงฟันล่างที่ใช้บดเคี้ยวอาหารนั้น ให้วางแปรง บนด้านบนของฟันกรามที่ใช้บดเคี้ยว แล้วขยับแปรงถูไปมาทั้งฟันบน และฟันล่าง

back


เคล็ดลับสร้างฟันสวยให้ลูกน้อย

เคล็ดลับสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในอันที่จะทำให้ลูกน้อยมีฟันสวยๆ ตลอด ไป

1. สร้างเสริมนิสัยให้ลูกรักรู้จักรักษาสุขภาพของฟันเสียแต่เนิ่นๆ โดย สอนให้ลูกรู้จักการแปรงฟันเมื่อเข้าสู่วัย 1 ขวบ
เมื่อลูกสามารถบ้วนน้ำได้เองจึงสอนให้ลูกใช้ยาสีฟันแปรงฟัน โดยบีบ ยาสีฟันขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวลงบนขนแปรง แล้วคุณแม่ใช้มือปาดยา สีฟันให้แนบไปกับขนแปรงเพื่อลูกน้อยจะได้ไม่กลืนกินเข้าไป ถ้าลูกฟัน เกหรือฟันขึ้นซ้อนกัน ควรสอนให้ลูกใช้ไหมขัดฟัน

2. คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาสุขภาพฟันแก่ลูกๆ โดย แปรงฟันให้ลูกเห็น ไม่ละเลยการแปรงฟันทุกเช้าและก่อนนอน และบ้วน ปากหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง

3. ตรวจสุขภาพฟันของลูกเป็นระยะๆ เพื่อดูว่า มีอาการใดบ่งบอกว่าลูกเป็น โรคเหงือกหรือไม่ เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน, เหงือกบวมแดง หรือลมหาย ใจมีกลิ่นไม่สะอาด

4. ควรแน่ใจว่าลูกรับประทานถูกหลักโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ จากการศึกษา พบว่าการขาดแคลเซียมและวิตามินซี อาจทำให้เป็นโรคเยื่อหุ้มฟันอักเสบ

5. สอนลูกให้แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี หากไม่แน่ใจควร ปรึกษาทันตแพทย์


back



ทำอย่างไรให้ลูกปลอดภัยจากการถูกสุนัขกัด

เมื่อคุณพาลูกเดินออกจากบ้านไปปากซอย หรือลงจากรถเดินไปไหนต่อ ไหน ระหว่างทางคุณจะพบเห็นสุนัขจรจัด นอนเล่น หรือเดินอยู่ตาม ถนนหนทางมากมาย บางครั้งพาลูกไปบ้านเพื่อนของคุณเองก็เถอะ อาจจะมีสุนัขที่เพื่อนเลี้ยงไว้เดินเข้ามาดมๆ หรือเห่าเสียงขรมดังลั่น เด็กๆ เองส่วนมากก็ชอบเล่นกับสุนัขเสียด้วย สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็น เพื่อนเล่นกับคนมานาน แต่บางครั้งก็อาจเกิดปัญหาได้กับลูกของเรา ถ้าเล่นด้วยความไม่ระมัดระวัง

หนทางที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาการโดนสุนัขกัดก็คือ คุณพ่อคุณแม่ควรจะ บอกลูกให้อยู่ห่างๆ สุนัขที่ลูกไม่คุ้นเคยถ้าเดินไปตามถนนในซอยหรือ ในหมู่บ้าน แล้วเจอสุนัขแปลกถิ่นเข้ามา บริเวณนั้น ลูกควรจะบอก ให้คุณพ่อคุณแม่ทราบ เพื่อจะได้ช่วยกันเตือนให้ระมัดระวัง เพราะเรา ไม่มีโอกาสทราบได้ว่า สุนัขแปลกหน้าตัวนั้น ฉีดยาป้องกันโรคพิษ สุนัขบ้าแล้ว หรือยัง

นอกจากนั้น เด็กๆ ควรเล่นกับสุนัข โดยมีผู้ใหญ่คอยดูอยู่ใกล้ๆ และ ควรสอนให้ลูกทราบว่า ไม่ควรไปแกล้งสุนัข หรือไปข่มขู่สุนัขโดยไม่จำ เป็น สอนลูกไม่ให้ไปจ้องตากับสุนัขเพราะสุนัขจะแปลความหมายว่า ลูกคุณต้องการหาเรื่องกับมัน เวลาที่เด็กๆ เล่นกันเอง ไม่ควรวิ่งเล่น ใกล้สุนัข เพราะการวิ่งจะไปทำให้สุนัขนึกสนุกวิ่งไล่ตาม

สอนให้ลูกอยู่ห่างจากสุนัขที่กำลังกินอาหารอยู่ และสุนัขแม่ลูกอ่อนที่กำลัง หวงลูก


back





มุมการกุศล : Charity area



Home | ข่าวสุขภาพ | การตั้งครรภ์-การคลอด | การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ | ทารกแรกเกิด - ๑ ขวบ
เด็กวัย ๑-๕ ขวบ | Working Mom | การเงินในครอบครัว | สาระน่ารู้ภายในบ้าน | Dad's Corner


maeaom@hotmail.com
Thaiparents.com 2000
All rights reserved