|
พ่อแม่เล่าสู่กันฟัง >
|
โดย ... คุณแม่น้องแพลน...
น้องแพลน
อายุ 2 ขวบ เกือบ 3 เดือนอย่างน้องแพลนมีฟันน้ำนมขึ้นจนเกือบครบแล้ว
ขาดเพียงกรามบนล่างซ้ายขวาอีก 4 ซี่เท่านั้นเอง ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือ ไม่ยอมแปรงฟัน แรกๆที่เริ่ม
ให้ลองใช้แปรงสีฟัน ก็ยังยอม แปรงบ้างแต่ด้วยไม่เข้าใจวิธีแปรง ทำให้แปรงอย่างไรก็ไม่สะอาด ครั้นจะ
ช่วยแปรงก็ไม่ยอมเด็ดขาด
ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ก่อน ได้พาไปหาหมอฟันเป็นครั้งแรก
คิดว่าคุณหมอคงจัดการเคลือบฟูลออไรด์ให้อย่างที่ฟังๆ มาจากผู้ปกครองท่านอื่นที่พาลูกไปหาหมอมาแล้ว
และลูกสาวคงไม่ยอม ก็ได้เตรียมพร้อมที่จะหลอกล่อ
จนถึงเตรียมจับตัวล๊อคให้คุณหมอยามอาละวาด
ปรากฏว่าเหตุการณ์ไม่เป็นไปดังคาดหวัง
คุณหมอขอให้น้องแพลนน้องลงบนตักคุณหมอ และใช้กระจกส่องดูฟัน
เพื่อดูว่าขึ้นครบหรือยังเท่านั้น แต่ถึงจะแค่นั้นก็ต้องคอยจับมือและเท้า
ที่คอยจะปัดและขัดขืนอยู่พอแรง น้ำตาก็ไหลพรากๆ
เรื่องอ้าปากจึงไม่ต้องบังคับกันเพราะเปิดกว้างเพื่อส่งเสียงร้องออกมาอยู่แล้ว
พอคุณหมอปล่อยและพี่พยาบาลให้ลูกโป่งเท่านั้น เสียงคร่ำครวญก็เงียบลงถนัดใจ
พร้อมเช็ดน้ำตาออกโดยอัตโนมัติเพื่อจ้องมองลูกโป่งในมือได้ชัดๆ
จากนั้นสิ่งที่คุณหมอทำคือการแนะนำว่า ควรรอให้ฟันขึ้นครบแล้วค่อยมาหาคุณหมอใหม่
คืออีกประมาณ 6 เดือนเพื่อทำการเคลือบฟูลออไรด์ แต่ในระหว่างนี้
การดูแลรักษาเพื่อไม่ให้ฟันผุก่อนเวลาอันควร คือการแปรงฟันเท่านั้น คุณหมอบอกว่า
เด็กวัย 1-6 ขวบยังใช้มือไม่ได้คล่องนัก ไม่ควรปล่อยให้แปรงฟันเอง
ผู้ใหญ่ควรจะเป็นคนแปรงให้ก่อน โดยใช้เพียงน้ำเปล่าเท่านั้น
วิธีแปรง-- ก็คือจับลูกนอนหันศีรษะเข้าหาตัวแม่
ให้คุณพ่อหรือพี่เลี้ยคอยช่วยจับมือและขาหากมีการขัดขืน
แล้วใช้นิ้วชี้ค่อยแหวกกระพุ้งแก้มเพื่อสอดแปรงเข้าไปแปรงทีละข้างทั้งด้านนอกในบนและล่างจนสะอาด
ทิศทางการแปรงก็คือ ถูด้านขวางไปมาได้เลย
ไม่ต้องแปรงขึ้นลงเหมือนผู้ใหญ่ที่ต้องระวังเรื่องเหงือกร่น
พอฟังมาถึงตรงนี้ดิฉันมีความหนักใจว่าลูกจะไม่ยอมแปรงง่ายๆ
และถ้าบังคับมากๆจะพาลกลียดการแปรงฟันแล้วไม่ยอมทำ อีกเลย
คำถามนี้คุณหมอตอบได้ชัดเจนว่า เรื่องนี้ยิ่งต้องควรบังคับ ให้เค้ารับรู้ว่า
นี้คือสิ่งที่ต้องทำ เหมือนการอาบน้ำเช้าเย็น เพื่อชำระร่างกายให้สะอาด
ฟันก็ต้องได้รับการดูแลอย่างนั้นเช่นกัน
กับความกังวลเรื่องคนใกล้ชิดรอบข้างที่ทนฟังเสียงร้องไม่ได้และจะคอยยื่นมือเข้ามาช่วยอุ้มไปปลอบ
ก็จะเป็นอุปสรรคในการฝึกแปรงฟันอีกด้านหนึ่งนั้น
คุณหมอตอบว่า- -
ใช้วิธีขอความร่วมมือกับท่านเหล่านั้นให้เข้าใจอย่างเดียวกันกับที่หมอตอบมาและให้ช่วยกันสนับสนุน
มากกว่าการขัดขวาง
ได้ฟังดังนั้นดิฉันก็รับคำคุณหมอมาด้วยความหนักใจพอสมควร ว่าจะได้สำเร็จหรือ
สิ่งแรกที่ได้ทำคือขอความร่วมมือทุกคนในบ้านให้ใจแข็งทนฟังเสียงร้องตอนแปรงฟันโดยวางเฉยเสีย
และถัดมาคือจับลูกสาวแปรงฟันตามวิธีที่คุณหมอบอก
ครั้งแรกนี่ก็ร้องไห้พอสมควรจนแปรงเสร็จ ครั้งที่สอง ให้พี่เลี้ยงเป็นคนแปรงให้
คือต้องฝึกให้พี่เลี้ยงแปรงให้ด้วยยามที่ดิฉันไปทำงาน
ครั้งนี้ร้องนิดหน่อยและไม่ขัดขืนมากเท่าครั้งแรก
ครั้งถัดมาพี่เลี้ยงจับแปรงตอนหลังทานข้าวเย็น ได้รับรายงานว่า
ยอมแปรงแต่โดยดีไม่มีเสียงร้องแล้ว ครั้งถัดๆ มาจะมีงอแงบ้างแต่ก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร
เรื่องนี้ทำให้ดิฉันเรียนรู้ว่า การฝึกฝนลูกให้มีวินัยนั้น
จำเป็นต้องมีการบังคับกันบ้างในช่วงแรก คนฝึกก็ต้องใจแข็งและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
เด็กๆ เองจะเรียนรู้ว่าสิ่งที่โดนบังคับให้ทำนั้นเป็นสิ่งจำเป็นและจะรับรู้ได้เองจากการที่ได้ทำ
อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงไม่ได้การต่อต้านก็จะหายไปเองค่ะ
ต้องขอขอบคุณคุณหมอพงศกรของศูนย์ทันตกรรมธนบุรีที่ได้กรุณาแนะนำวิธี
แถมยังไม่คิดสตางค์อีกด้วยค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการส่งเรื่องเล่า เม้าท์ประสบการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัว, ลูกๆ, หรือหวานใจที่บ้าน ฯลฯ
ส่งมาได้ที่
maeaom@hotmail.com
back
|
|
|